*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Mariage Story และ Blue ValentineMariage Story หนัง Original จาก Netflix เรื่องล่าสุด ผลงานการกำกับของ โนอาห์ บอมบาค ที่เตรียมเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ส่งเข้าชิงออสการ์ในปีหน้าที่กำลังจะถึงนี้ โดยหนังว่าด้วยเรื่องราวความรักอันขมขื่นของคู่รัก ที่ ขาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) สามีเป็นผู้กำกับละครเวที และนิโคล(สการ์เร็ต โจแฮนสัน) ภรรยาที่กำลังจะโด่งดังจากการเล่นซีรีส์โทรทัศน์ ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน แต่ด้วยชีวิตความรักที่ถึงจุดเย็นชา และไร้เยื้อใย ทำให้ นิโคล ตัดสินใจฟ้องหย่า ต่อชาร์ลี เพื่อให้ลูกได้อยู่กับเธอ ทำให้ ชาร์ลี ต้องพยายามหาทนายความ เพื่อมาต่อสู้คดี ท่ามกลางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ กำลังจะค่อยๆ เลวร้ายหนังที่ว่าด้วยความรักอันขมขื่น ถือว่าเป็นหนังที่มีมาให้ชมกันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านฮอลีวูด หรือหนังเอเชีย เอง แต่ก็มีหนังไม่กี่เรื่อง ที่จะสามารถส่งอิทธิพลต่อคนดู ได้อย่างรุนแรง จนกลายเป็นที่พูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับ Mariage Story เป็นหนังดราม่า ที่ชวนให้เรานึกถึงหนังแนวเดียวกันนี้ เมื่อปี 2010 อย่าง Blue Valentine ผลงานการกำกับของ เดเร็ค เชียนฟรนซ์ ที่เคยเรียกน้ำตา และความร้าวราน จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญมาแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่มีร่วมกันระหว่างหนังทั้งสองเรื่องดังกล่าว คือประเด็นของชีวิตรักที่กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด แต่กระนั้นหนังทั้งสองเรื่องก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้เด่นชัด คือเรื่่องของ "ชนชั้น" ของตัวละคร ที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และมันทำให้การดำเนินเรื่อง และความน่าหดหู่ของหนังอยู่กันคนละระดับ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นภาพสะท้อนความรัก ของคนสองชนชั้น ออกมาได้อย่างสมจริงโดยใน Blue Valentine หนังเป็นเหมือนภาพสะท้อนชีวิตความรักของคนที่อยู่ในชนชั้นล่าง ไปถึงชนชั้นกลาง ตัวละครหลักของเรื่องอย่าง ดีน(ไรอัน กอสลี่ง) ที่ทำอาชีพเป็นพนักงานรับเหมาย้ายบ้าน และซินดี้ ที่ทำงานเป็นพยาบาล แต่ทว่าความรักของทั้งคู่กับไม่ได้สวยงามเหมือนคนรักคู่อื่นๆ แม้ว่า ดีน จะตกหลุมรัก ซินดี้ ตั้งแต่แรกเจอ แต่ทว่าความรักของทั้งคู่กลับเริ่มต้นจากความผิดพลาดของ ซินดี้ ที่ตั้งท้องระหว่างเรียน กับแฟนเก่าของเธอ พอความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เริ่มต้นจากความผิดพลาดดังกล่าว จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปนานถึง 6 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ กลับค่อยๆ จืดจางลงไปตามเวลา จนในช่วงสุดท้ายของความรักของทั้งคู่ ดีน ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อคืนความสัมพันธ์ ระหว่างเขากับซินดี้ ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยการพาเธอไปยังโรงแรมม่านรูด หวังเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบสามี ภรรยา ให้กลับมาอีกครั้ง แต่ทว่าการตัดสินใจของเขาที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงถึงขีดสุด เพราะนอกจากการที่จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังนำมาสู่การระเบิดอารมณ์ ในตอนท้ายที่สุด วิธีการจัดการความรักของ ดีน และซินดี้ ไม่ต่างอะไรจากความแตกหักของความรักแบบชนชั้นล่าง จนถึงชนชั้นกลาง ที่ลงเอยด้วยการใช้อารมณ์ ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงการใช้เซ็กซ์ในการระบาย แต่ที่เจ็บปวดที่สุดถึงจุดสิ้นสน ที่ทั้งคู่ทำได้เพียงเดินจากกัน แบบไร้ซึ่งเยื่อใย ตัดภาพมาที่ Mariage Story ที่สองคู่รักของเรื่องอย่าง ชาร์ลี และนิโคล ที่ทั้งคู่เป็นเสมือนชนชั้นกลาง ค่อนข้างไปทางชนชั้นสูง ที่ต่างคนต่างทำงานในแวดวงการบันเทิง และต่างกำลังประสบความสำเร็จในหน้าที่ การงาน ในขณะที่ทั้งคู่กำลังฟ้องหย่ากัน แต่ด้วยความที่ทั้งสองคน เป็นที่นับหน้าถือตา เป็นที่รู้จัก ทำให้การแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คือความค่อยๆ แยกห่างออกจากกัน ทั้งการแยกกันอยู่ โดยผลัดกันใช้เวลาอยู่กับลูก และการฟ้องหย่า ที่มีตัวละครบุคคลที่สาม อย่างแม่ และทนายความทั้งสองฝ่าย เป็นผู้รับรู้ แม้ว่าหนังจะไม่ได้ขมขื่น หรือมืดหม่นเท่ากับ Blue Valentine แต่สำหรับ Mariage Story ก็สามารถถ่ายทอดความสัมพันธ์ของตัวละครออกมาได้สมจริงมากขึ้นไปอีก ด้วยการนำเสนอชีวิตคู่ ที่กำลังแตกหักอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนังไม่พยายามรีบเร่งเค้นอารมณ์คนดูหนักมาก ถ้าเทียบกับอีกเรื่อง พร้อมทั้งถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่กระอักกระอ่วน โดยเฉพาะการที่หนัง นอกจากนี้หนังยังพูดถึงความสัมพันธ์แบบครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มาเป็นตัวเสริมดราม่าของหนังให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องจะมาพร้อมพลังดราม่า ความมืดหม่น ที่ต่างกัน แต่สิ่งที่หนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็มีจุดเด่น จุดขาย ที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ การได้นักแสดงนำ ระดับมากฝีมือ มาร่วมแสดงนำทั้งสองเรื่อง ใน Blue Valentine หนังได้ ไรอัน กอสลิ่ง ที่สลัดมาดหล่อมารับบทชายวัยกลางคน ที่ชีวิตตกอับ มาประชันบทบาทคู่กับ มิเชล วิลเลี่่ยม ที่นอกจากเธอจะโชว์เลือนร่างแบบจัดเต็มแล้ว เธอยังต้องร้องไห้อย่างหนัก จนทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์จากบทซินดี้ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนทางด้าน Mariage Story หนังก็ได้ อดัม ไดรเวอร์ มาจับคู่กับ สการ์เร็ต โจแฮนสัน ที่เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า โจแฮนสัน สามารถสลัดบทบาท แบล็ค วิโดวส์ กลับมาเล่นหนังดราม่าหนักๆ ได้อีกครั้ง ในขณะที่ ไดรเวอร์ สามารถเป็นคนแบกรับหนังกว่า 60% ได้อย่างน่าชื่นชม ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมบทหนัง ที่พยายามขายตัวละคร ชาร์ลี มากกว่า นิโคล เพื่อให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับฝ่ายชายที่ต้องเป็นคนจากไป ซึ่ง ไดรเวอร์ ก็สามารถมอบอีกการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาให้คนดูได้อย่างสมศักดิ์ศรี และถูกวางตัวให้มีโอกาสร่วมเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชาย ในปีถัดไปได้อย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามถ้า Blue Valentine เป็นหนังที่ว่าด้วยความรักขมขื่นของชนชั้นกลาง ไปจนถึงล่าง Mariage Story ก็เป็นหนังรักขมขื่นฉบับชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ด้วยวิธีการแสดงออก และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แต่สุดท้ายหนังทั้งสองเรื่องก็ได้บอกว่าการเลิกลา มันก็ทำให้เจ็ยปวดอยู่ดี ต่อให้มีตังค์ หรือทำอาชีพไหนก็ตาม ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.imdb.com/