ชีวิตในวันนี้! เปิ้ล หัทยา ผันตัวเป็นยูทูบเบอร์รุ่นใหญ่ สานต่อไอเดียสามี ตั้ว ศรัณยู (มีคลิป)

ชีวิตในวันนี้! เปิ้ล หัทยา ผันตัวเป็นยูทูบเบอร์รุ่นใหญ่ สานต่อไอเดียสามี ตั้ว ศรัณยู (มีคลิป)
Entertainment Report_3
16 ก.ค. 64
27

ข่าวบันเทิงวันนี้

นอกจากจะเป็นซุปเปอร์มัมแล้ว เปิ้ล หัทยา วงษ์กระจ่าง ยังนับว่าเป็นสาวแกร่งแห่งปีอีกด้วย เพราะนอกจากจะนั่งแท่นเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลลูกสองทั้งสองคน น้องลูกหนุน และ น้องลูกหนัง แล้ว เธอคนนี้ยังต้องบริหารดูแลลูกค้าในบริษัทอีกนับไม่ถ้วน เมื่อได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 คุณแม่สุดแกร่ง ก็ได้เล่าให้ฟังว่าถึงเรื่องการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ต้องเสียคนที่รักที่สุดไป และต้องรับมือกับสถานการณ์โควิดที่กำลังวิกฤตอยู่ ณ ตอนนี้ พร้อมทั้งยังเผยอีกบทบาทที่เพิ่งเกิดมาเร็ว ๆ นี้คือ การเป็นยูทูบเบอร์เปิด YouTube ของตัวเองสานต่อไอเดียจากสามีสุดที่รัก ตั้ว ศรัญยู วงษ์กระจ่าง 

 เปิ้ล หัทยา ผันตัวเป็นยูทูบเบอร์รุ่นใหญ่ สานต่อไอเดียสามี ตั้ว ศรัณยู 

พี่เปิ้ล ต้องปรับตัวยังไงบ้างจาก โควิด ที่เกิดขึ้น?
เปิ้ล หัทยา : เราก็คือ ปรับตัวตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วก็ต้องปรับตัวและต้องสู้กันต่อไป ถามว่าปรับอะไรเราต้องปรับทุกอย่างเลยค่ะ เพราะว่าเราเป็นผู้ที่ต้องดูแลคนหลายคนลูกน้องบริษัทเราก็ต้องแบกเอาไว้ทุกอย่าง คือ อย่างคลื่นวิทยุที่เราทำคือรายการสดใช่ไหมค่ะ เราก็ต้องติดต่อประสานกับลูกค้ามีกิจกรรมที่วางเอาไว้พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องเลื่อน ๆ ขยับไปจนหมดเลยค่ะ เรียกว่าเจอแรงกระทบแบบเต็ม ๆ เราก็ต้องคุยกับน้อง ๆ พนักงาน คือ ลดเงินเดือนน้อง ๆ แล้วก็คุยให้เขาเข้าใจซึ่งน้อง ๆ ในบริษัทก็เข้าใจแล้วเราก็แบ่งว่าเราจะเข้ามาทำงานอะไรยังไงกัน เพราะว่างานก็น้อยลงเพราะอีเว้นท์ และ คอนเสิร์ตก็จัดไม่ได้ทุกอย่างคือเลื่อนออกไปหมดเลย แต่ก็ยังสู้กันอยู่ค่ะ 

แต่ตอนนี้คือ พี่เปิ้ล ก็มีงานอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ การเป็นยูทูบเบอร์?
เปิ้ล หัทยา : ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ คือ เชื่อไหมว่าลูกขำเลยที่เรามาทำตรงนี้แล้วเขาก็แซวว่าอายุจะเลขหกอยู่แล้ว ทำไมแม่ยังมาทำยูทูบ แต่จริง ๆ เป็นอะไรที่ใคร ๆ ก็ทำได้ มันเป็นชื่อรายการชื่อว่า หัทยา วง จริงเรื่องนี้คือ ทำก่อนที่ พี่ตั้ว จะไม่สบายเขาบอกเราว่าเราต้องทำอย่างอื่นด้วยเพราะเราเป็นคนสะสมกางเกงยีนส์ก็เยอะ เสื้อยืด ผ้าพันคอ เนกไท หมวก แว่นตา พี่ตั้ว เขาก็เคยบอกเราว่าเราสะสมของเยอะแบบนี้เราน่าจะไปทำอะไรที่มันมีประโยชน์สิคือ เป็นไอเดียวจากพี่ตั้ว เลยค่ะ เราก็มานั่งคิดว่าเราจะทำยูทูบเกี่ยวกับอะไรดี เพราะเราก็อยู่ในวงการบันเทิง วงการกีฬา เพราะเราชอบกีฬา แล้วก็เลยไปคุยกับเพื่อน ๆ ก็เลยได้ชื่อ หัทยา วง มาก็จะทำตั้งแต่ต้น ๆ ปีที่แล้วก็ยังไม่ได้ทำเพราะว่าพี่ตั้ว ไม่สบายค่อนข้างจะหนัก เราก็เลยพักโปรเจกต์ไว้ก่อน (ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้บอกใครเลยว่า พี่ตั้ว ป่วย จริง ๆ มีคนเพื่อน ๆ ทราบอยู่ ก็มาเยี่ยมกันอะไรกัน แล้ว พี่ตั้ว ก็ออกมาจากโรงพยาบาลแล้วครั้งหนึ่งออกมาทำงานแล้วด้วยนะคะ แต่ก็มาทรุดอีกช่วงหนึ่งคือ กุมภาพันธ์ มีนาคม เพราะคุณหมอบอกว่าไวรัสตับอักเสบบี ที่พี่ตั้ว เป็นอยู่มันกลายพันธุ์นะ) เราก็ทำใจแล้ว พี่ตั้ว เขาก็บอกว่าเราก็รักษาของเราไปไม่ต้องไปบอกคนอื่นหรอก เพราะว่าโควิดที่เข้ามาก็ทำให้เขาไม่สบายใจกันแล้ว

ขอบคุณคลิปจากรายการ ต้มยำอมรินทร์

แล้วกลับมาเริ่มต้นทำ YouTube เมื่อไหร่?
เปิ้ล หัทยา : ซึ่งหลังจากงานพี่ตั้ว เสร็จเรียบร้อยเราก็พักไปนานมากพักไปจริง ๆ จนเรามามองตัวเองว่าเราจะเป็นแบบนี้เหรอ ตอนนั้นคือ เหยี่ยวเฉา และ โทรมมากทุกคนก็จะแบบห่วงเราให้เรากินเยอะ ๆ หน่อย

คือ ตอนนั้นที่หยุดพักไปเพราะ พี่ตั้ว ป่วยแต่ ณ ตอนนี้ ช่อง หัทยา วง YouTube มาถึง EP. ที่ 20 กว่าแล้วแต่ว่า EP. ที่พีคที่สุดคือ EP.0?
เปิ้ล หัทยา : คือ หลังจากที่เราห่อเหยี่ยวอยู่เราก็รู้สึกว่าเราต้องลุกขึ้นมาทำงาน ก็เริ่มต้นจาก YouTube เราก็คุยกันว่าเริ่มต้นที่ EP.0 ความทรงจำไม่เคยสูญหาย ซึ่งเราก็พูดถึงว่าการที่เรามาทำ YouTube ก็เพราะพี่ตั้ว พูดถึงเรื่องราว และ ความทรงจำทั้งหมดถึง พี่ตั้ว ว่ามันจะไม่มีวันสูญหายไปเลย

แล้วจริง ๆ คอนเซ็ปต์ของการทำรายการ หัทยา วง คืออะไร?
เปิ้ล หัทยา : ของเราคือ วงจรชีวิตของเราที่เราไปพบเจอมาก อย่างในวงการบันเทิง วงการดนตรีเราก็จะพาไปดูคอนเสิร์ต ดูเบื้องหลังในการทำคอนเสิร์ตว่าเป็นอย่างไร มีวงการความสวยความงาม วงการกีฬา ก็ค่อนข้างจะวาไรตี้แต่ทุกอย่างมันคือ วงจรชีวิตของเราค่ะ ซึ่งตอนแรกเราคิดจะทำแค่ 10 EP. เองนะคะเพราะว่าเราคิดว่าเราจะไปทางไหนได้บ้างแล้วทำไปแล้วจะซ้ำไปซ้ำมาหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราได้เจอลูกค้าแล้วลูกค้าเขาก็ให้โจทย์เรามาเราก็คิดงานให้ลูกค้าแล้วพอเราทำมาเรื่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีมุมมองที่กว้างขึ้น

และอีกอย่างที่ พี่เปิ้ล เป็นคนเป็นเจ้าแม่แฟชั่นมาก ๆ?
เปิ้ล หัทยา : เป็นคนที่ชอบแต่งตัว เพราะเรารู้สึกว่าเราสนุก แล้วก็แต่งตัวให้เกียรติกับสถานที่ อย่างเราจะไปเจอลูกค้าเราก็เรียบร้อยหน่อย  หรือถ้าเราไปงานที่มันสามารถสนุกได้เราก็แต่งตัวให้สนุกเต็มที่ ถ้าแม้ในใจของเราจะมีความเศร้าอยู่แต่เราก็ต้องมองไปข้างหน้า ซึ่งการแต่งตัวทำให้เรามีชีวิตชีวา และสนุกกับการดำเนินชีวิต เพราะว่าตอนเด็กเราอยากเรียนทางด้านการดีไซน์แฟชั่น แต่เพราะว่าคุณแม่ไม่ยอมเราก็เลยไม่ได้เรียนเป็นคนที่เชื่อฟังคุณแม่มากเลย (หัวเราะ) ซึ่งคุณแม่อยากให้เราเรียนเศรษฐศาสตร์มากเพราะเขาอยากให้เราเรียนเกี่ยวกับด้านการเงิน เราก็เลยบอกแม่ว่าเรียนทางด้านไหนก็เหมือนกันเพราะยังไงเราทำงานเราก็จะได้เงินเหมือนกันก็เลยมาเรียนด้านกราฟิกดีไซน์ เราก็อธิบายให้คุณแม่ฟังว่าคอมพิวเตอร์เข้ามาเยอะแล้วเราเรียนทางนี้เราก็สามารถเอาไปพัฒนาทำอะไรได้อีก สำหรับการที่เราตัดสินในเรียน กราฟิกดีไซน์ เมื่อ 30 ปีที่แล้วมาถึงตอนนี้ พี่เปิ้ล ว่าได้ใช้นะ 

กลับมาถามเรื่อง พี่ตั้ว เมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมาคือ ครบรอบ 1 ปีที่จากไป เห็นว่าให้น้องหนุน น้องหนัง ร้องเพลง?
เปิ้ล หัทยา : คือ ตอนแรกที่เราคิดไว้คือ จะทำบุญเลี้ยงพระ เชิญญาติทางฝั่งพี่ตั้ว พี่เปิ้ล มาร่วมทำบุญกันเราก็ไม่คิดว่าเราจะเจอโควิดระลอกที่สามพอเกิดโควิดก็ทำบุญเลยต้องเลิกไป เราก็เลยมามองว่าเรามาทำอะไรกันดี น้องหนุน ก็บอกว่าเราทำอะไรเงียบ ๆ ดีไหมคะคุณแม่ เราก็คิดกันว่าจะร้องเพลงที่ พี่ตั้ว เคยแต่งไว้ให้พี่เปิ้ล เมื่อ 27 ปีที่แล้ว เป็นเพลงมุมความรักแบบบวก ๆ ขอบคุณที่ความรักทำให้เรามาเจอกัน ขอบคุณที่มีฟ้ามีดวงดาวทำให้เราได้เห็นความสว่างไสว เราก็ได้คุยกับน้องหนุน ด้วยความที่ดนตรีเมื่อ 27 ปีที่แล้วมันก็นานมากเลยต้องทำใหม่ ก็เลยยกหูโทรหาหนึ่ง จักรวาล แล้วก็ส่งเพลงให้หนึ่ง ฟัง แล้ววันรุ่งขึ้นหนึ่ง เขาก็โทรมาบอกว่า พี่เปิ้ล ครับผมเล่นเปียโนให้ใหม่ทั้งหมดเลยพี่ลองฟังดูนะครับ พอเรากับ น้องหนุน ได้ฟังคือ รู้สึกเซอร์ไพร์สมาก ๆ เลยค่ะ เราก็เลยไปเข้าห้องอัดร้องเพลงกันเลย แล้วพอเราเห็นว่าไหน ๆ ทำเป็นเรื่องเป็นราวพอสมควรแล้ว เราก็เลยมาปรึกษาลูกน้องพี่ตั้ว เอาภาพของพี่ตั้ว ที่ถ่ายมาเป็นพันๆม้วนเป็นภาพครอบครัวนะคะ ก็เอาภาพทั้งหมดมาผสมอยู่ในเพลงเป็นมิวสิควีดีโอแล้ว น้องหนุน เข้าก็เลยไปเปิด YouTube ของเขาเลยใช้ชื่อ Suparawongk ใครที่อยากฟังเพลง รักเธอ รักเธอคนเดียว ได้ใน YouTube ของน้องหนุน นะคะ 

จริงหรือเปล่าที่ตอนนี้เป็น เจ๊ดันแล้ว?
เปิ้ล หัทยา : ไม่ใช่เลยค่ะ ถ้าดันก็ต้องดันนานแล้ว จริง ๆ แล้ว YouTube ของน้องหนุน ที่มีขึ้นเพราะว่าเขาเป็นคนชอบร้องเพลงแล้วพี่เปิ้ล ก็รู้สึกว่าเขาก็เป็นอิสระดีในช่องของเขาเองเขาอยากทำอะไรของเขาเองที่เขาอยากทำ เพราะเขาเรียนทางด้านมิวสิคเธียเตอร์เรียนแบบจริงจังเลยค่ะ แล้วช่วงที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เขาก็มีไปรับงานบ้างแต่เขาจะไม่ค่อยรับงานในวงการบันเทิงเพราะว่าเขาตั้งใจว่าเขาจะโฟกัสที่การเรียนให้ได้ดี ซึ่งตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว แพลนขอเขาก็คือ ตอนแรกพอเห็น น้องหนัง ไปเกาหลีใช่ไหมค่ะ เขาก็คุยกันว่าที่เกาหลีคนเขียนบทเก่งมากเลย หนุน มาเรียนที่นี่ไหม หนุน เขาก็คิดว่าก็ดีเนอะ แต่พอเขาเห็นว่า พี่ตั้ว เสียเขาก็เลยคิดว่าเขาอยู่เป็นเพื่อนเราดีกว่า เขาก็เรียนออนไลน์บางอย่างที่เขาเรียนได้แล้วเขาก็ไปทางดนตรีส่วนมากตอนนี้คือ เขาอยากเขียนพลงเองได้ ทำดนตรีของเองได้ ถามว่าจะดันให้เขาเป็นนักร้องเลยไหม คือ เขาก็ชอบร้องเพลงนะคะ เสียงเขาก็ได้อยู่เพราะว่าเขาชอบร้องอยู่แล้วเพียงแต่ว่า หนุน อาจจะแตกต่างจาก หนัง เพราะหนัง จะกล้าแสดงออก แต่ หนุน จะขี้อายแต่พอเขาไปได้เรียนมากขึ้นได้ไปเจอกับหนึ่ง จักรวาล แล้วได้เข้าไปห้องอัดเขาก็จะรู้สึกว่าเขามั่นใจมากขึ้น แต่เราก็ไม่ได้จะดันให้เขาเป็นนักร้องนะคะ เพราะว่าลูกของ พี่เปิ้ล ก็เป็นตัวของตัวเองเหมือนกัน อะไรที่เชาคิดว่าไม่ใช่เขาก็จะมีเหตุผลมาให้เรา 

พูดถึงน้องหนุน แล้วเรามาพูดถึงน้องหนัง บ้าง เห็นว่าเป็นคนที่กล้าแสดงออก พูดง่าย ๆ คือ ดื้อกว่าไหม?
เปิ้ล หัทยา : ดื้อกว่าค่ะ ด้วยความที่น้องหนัง เป็นที่สูงยาวเพราะเขาสูง 174 ส่วนหนุน 167 แต่เขาเป็นฝาแฝดกันนะคะ เพียงแค่ไข่คนละใบ น้องหนัง ไปเรียนจิตวิทยาที่เกาหลี เพราะด้วยความที่ว่าเขาเคยทำงานในไทยมาก่อน คือ ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นโชว์ แต่พอถึงช่วงที่เขาเข้ามหาวิทยาลัยเขาเข้าไปแล้วที่ อักษรจุฬาฯ แต่เขาถูกคนมองว่าพี่ลูกของ พี่ตั้ว พี่เปี้ล เขาเลยคิดว่าเขาลองไปสมัครอยู่ที่ต่างประเทศดูดีกว่า คือ เรื่องมีอย่างนี้ค่ะ เมื่อตอนที่ น้องหนัง อายุ 16 แล้วคือไปแคสบทละครแล้วไม่ได้ แล้วคือ พี่ตั้ว มาทราบทีหลังเขาเลยโกรธมากโดนดุทั้งสามคนเลยว่าทำไมไปแคสแล้วไม่บอกเขา ต้องให้เกียรติเขานะ เพราะว่าเขามีทุกวันนี้ได้เพราะการที่เขาเป็นนักแสดง แล้วที่ไปแคสกันเพราะอะไรอยากดัง หรือว่าอะไรยังไง คือ ตอนนั้นคือแรงมากเลยค่ะ น้องหนัง เขาเลยคิดแบบนี้ว่าเขาไปอยู่ที่อื่นโดยที่ทุกคนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเป็นลูกใครเขาน่าจะสบายใจดีกว่า แต่พอเขาไปเรียนที่เกาหลีเขาก็ถูกชักชวนให้ไปถ่ายแบบเหมือนกันนะคะ เขาก็เลยบอก พี่ตั้ว ว่าเขาขอนะซึ่งครั้งนี้พี่ตั้ว เขาก็โอเคเขาก็สัญญาว่าจะไม่ทำให้การเรียนเสีย แล้วพอ น้องหนัง เรียนรู้ปีสาม เขาก็ได้ไปแคสซีรีส์ก็แคสผ่าน แล้วเขาก็มาคุยกับพ่อว่าทางค่ายขอให้เขาหยุดเรียนเทอมนี้ได้ไหมเพราะว่าต้องเข้าไปเรียนทุกอย่างเลยแบบจริงจัง พี่ตั้ว ก็เลยให้ เราก็บินไปดูที่นั่นว่าเป็นยังไง แต่พอเขาเรียนไปได้หนึ่งปี พี่ตั้ว ก็ไม่สบายแต่ตอนแรกเราก็ไม่ได้บอกน้องเต็มที่ว่าเป็นอะไร แต่พอ น้องหนัง ได้กลับมาช่วงกุมภาพันธ์ แล้วก็อยู่ไทยยาวเลยปีกว่าจนกระทั่งเพิ่งกลับไปปลาย มีนาคม เราก่อนที่เราจะเจอโควิดระลอกที่สาม เขากลับไปเรียนต่อทางด้านการแสดง แล้วก็เรียนออนไลน์ไปด้วยเพราะเหลืออีกไม่กี่วิชาก็จบ

แล้วหลังจาก พี่ตั้ว ไม่อยู่แล้ว พี่เปิ้ล หนักแค่ไหนในเรื่องการดูแลครอบครัว?
เปิ้ล หัทยา : ก็หนักนะคะ ยอมรับว่าหนัก เพราะว่าลูกทั้งสองคนของเราเขาก็จะมุมมองหลายทางของเขา โดยเฉพาะ น้องหนัง เขาก็เผลอหลุดออกมาเหมือนกันแบบไม่ได้ตั้งใจว่า ถ้าพ่ออยู่หนูว่าคุยเรื่องนี้กับพ่อไม่นานก็จะได้คำตอบแล้วกับแม่ทำไมนานมากเลย เพราะ พี่เปิ้ล ก็จะแบบคิดก่อนว่าเราต้องทำอะไร พูดยังไงดี กับน้องหนุน ก็คือ แม่ช้าจังเลย ถ้าเป้นพ่อนะจะโอเคเลย บางทีมันก็หนักเหมือนกัน แต่หนักที่สุดในตอนนี้ คือ เรื่องงาน กับ เงิน เพราะว่าเราก็ต้องมีวิธีการใช้ยังไงให้ดี ตรงไหนสำคัญ ตรงไหนไม่สำคัญ เพราะว่าเราต้องดูแลตอนนี้เราต้องดูแลวิทยุ และก็ละครที่พี่ตั้ว ยังทำค้างอยู่แล้วพอละครจบจะไปทางไหนต่อ ซึ่งทีมงาน พี่ตั้ว ที่ทำด้วยกันมาก็แข็งแรงประมาณหนึ่งเลยก็สามารถที่จะทำละครต่อยอดไปด้วยได้ เราเลยต้องมาคำนวณดี ๆ ว่าเราจะไปในทิศทางไหน ส่วน YouTube ของพี่เปิ้ล ที่ทำคือ ค่อนข้างที่จะลอยตัวโอเคเลย

พี่เปิ้ล รู้สึกยังไงบ้างกับคำที่ว่าเราคือ ผู้หญิงแกร่งของวงการ?
เปิ้ล หัทยา : ยังมีคนที่แกร่งกว่าพี่เยอะค่ะ เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะที่มาออกทีวี เวลาที่เราสัมผัสหรือจัดรายการที่เราคุยกับแฟนคลับบางคนเขาแกร่งกว่าเราเยอะมากแบบปากกัดตีนถีบเลย เราก็เลยคิดว่าเราต้องเดินหน้าต่อไปให้ไหวในระยะที่ต้องทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเราเอง แล้วคุณแม่ก็มาเสียไปด้วยแต่เราก็ต้องรับให้ได้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากที่ พี่ตั้ว เสียไปคือ เราก็หันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เพราะว่า พี่ตั้ว แค่ไม่ได้ไปตรวจร่างกายแค่สองปีเพราะว่าเขาทำงานหนักมาก เยอะมาก มันทำให้ไวรัสตับบีที่มีอยู่ในตัวเขากลายพันธ์ไปทำให้เรารักษาไม่ทัน ทำให้เรารู้สึกผิดที่ทำไมไม่ลากเขาไปตรวจเพราะเขาก็บอกเราตลอดว่าร่างกายแข็งแรงดี เพราะจากที่เราดูข้างนอกคือดูดีจริงๆพอหลังจากนั้นมา คือ พี่เปิ้ล ก็ตรวจร่างกายแบบทั้งหมด พอเราสูญเสียคนที่เรารักไปทำให้เรารู้สึกเลยว่าทุกอย่างอย่าไว้ใจ อย่าประมาทในทุก ๆ นาทีของชีวิต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

กดเลย >> community แห่งความบันเทิง 📸เมาท์ข่าวดารา กับเจ๊รุงรังขังรวม
ทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ 🍿ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล 😍ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี