เมื่ออยากท้าทายพระเจ้า เขาจึงลงมือพิสูจน์ “ปาฏิหาริย์แห่งการฟื้นคืนชีพ” ด้วยการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นจากเศษซากศพ! ภาพยนตร์ Frankenstein (2025) ผลงานล่าสุดของ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกของวิทยาศาสตร์ "เมื่อผู้สร้างกลายเป็นเหยื่อของสิ่งที่ตนให้กำเนิด" เรื่องราวว่าด้วยการฝืนกฎธรรมชาติและการละเลยความรับผิดชอบ ที่นำไปสู่ผลลัพธ์อันสะเทือนใจ พร้อมหรือยังที่จะไปสัมผัสหนังสยองขวัญที่สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าความกลัว กับภาพยนตร์ Frankenstein (2025) หนังคุณภาพแห่งปีที่ห้ามพลาด! และมีพากย์ไทยให้ดูยาวๆ กันไปเลยยย รับชมหนังซีรีส์ระดับพรีเมียม กดสมัคร TrueID+ ดูได้ทุกที่ 24ชม. คลิก!! ** คำเตือน เนื้อหามีสปอยล์ เรื่องย่อ Frankenstein (2025) ถ่ายทอดเรื่องราวของ วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (รับบทโดย ออสการ์ ไอแซก) นักวิทยาศาสตร์และแพทย์หนุ่มผู้หมกมุ่นกับการ “เอาชนะความตาย” เขาเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติได้ จึงตัดสินใจทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นจากซากศพมนุษย์ และหลอมรวมพวกมันให้กลายเป็น “สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง” หรือ Frankenstein’s Monster (รับบทโดย เจค็อบ เอลอร์ดี) ในห้องแล็บบนหอคอยท่ามกลางพายุ เมื่อวิกเตอร์ใช้กระแสไฟฟ้าปลุกชีพร่างไร้วิญญาณ และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อสิ่งที่เขาสร้างลืมตาขึ้นมามีชีวิต พร้อมหัวใจที่รู้สึกได้เหมือนมนุษย์ทุกประการ ทว่าความกลัว ความละอาย และปฏิเสธความรับผิดชอบของวิคเตอร์ ทำให้เขาทอดทิ้งสิ่งที่สร้างเอาไว้ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมของ “ผู้สร้างที่กลายเป็นผู้ถูกล่า” นักแสดงนำ ออสการ์ ไอแซก (Oscar Isaac) รับบทเป็น วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ชายหนุ่มผู้มีความหมกมุ่นกับการเอาชนะความตาย เขาเป็นอัจฉริยะที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง และความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ เชื่อว่ามนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติได้ ออสการ์ ไอแซก ถ่ายทอดบทบาทนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งความอัจฉริยะ ความคลุ้มคลั่ง และความเจ็บปวดผสมผสานกันอย่างลงตัว สำหรับผลงานที่ผ่านมา ออสการ์ ไอแซกถือเป็นนักแสดงระดับแนวหน้าที่ฝากฝีมือไว้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น Ex Machina (2014) ในบทนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้าง AI ซึ่งสะท้อนแนวคิดเดียวกับ Frankenstein, Dune (2021) และ Moon Knight (2022) ซีรีส์จาก Marvel การแสดงของเขาใน Frankenstein (2025) ยิ่งตอกย้ำว่าเขาคือหนึ่งในนักแสดงที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในด้านที่มืดได้อย่างดีที่สุดคนหนึ่ง เจค็อบ เอลอร์ดี (Jacob Elordi) รับบทเป็น สิ่งมีชีวิตที่วิกเตอร์สร้างขึ้น โดยประกอบขึ้นจากเศษซากศพมนุษย์ ทว่าแม้จะเกิดจากการทดลองของวิทยาศาสตร์ เขากลับมีความรู้สึกนึกคิด จิตใจไม่ต่างจากมนุษย์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เจค็อบ เอลอร์ดี ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างน่าทึ่ง เขาไม่ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกกลัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผยให้เห็น ความโดดเดี่ยว ความเจ็บปวด การโหยหาความรัก และโหยหาการยอมรับ ผ่านบทบาทของตัวละครได้เป็นอย่างดี จนทำให้เรารู้สึกอินและเห็นใจตัวละครนี้มากๆ สำหรับผลงานการแสดงที่ผ่านมาของเจค็อบ เอลอร์ดี เขามีผลงานแจ้งเกิดเรื่อง The Kissing Booth (2018–2021) ไปจนถึงซีรีส์ Euphoria (2019) และภาพยนตร์ Saltburn (2023) ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการแสดงขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้รับคำชมและน่าติดตามมาโดยตลอด มีอา ก็อธ (Mia Goth) รับบทเป็น อลิซาเบธ ลาเวนซา คู่หมั้นของวิลเลียม แฟรงเกนสไตน์ น้องชายของวิกเตอร์ เธอเป็นหญิงสาวที่อ่อนโยน มีเมตตา และเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง แม้วิกเตอร์จะหลงรักเธอ แต่อลิซาเบธกลับมองเขาด้วยความห่วงใยมากกว่าความรัก เพราะเธอเห็นถึงด้านมืดในความหมกมุ่นของเขา สำหรับผลงานการแสดงของมีอา ก็อธ เธอโด่งดังจาก Pearl (2022) กับบทหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง จนดิ่งสู่ความวิปลาส บทบาทนี้ทำให้เธอได้รับคำชมในฝีมือการแสดงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี X (2022) ภาพยนตร์สยองขวัญที่เธอรับบทสองตัวละครในเรื่องเดียว และ Infinity Pool (2023) ที่ตอกย้ำว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ถ่ายทอดความเข้มข้นทางอารมณ์ได้อย่างเหนือชั้น การดำเนินเรื่อง Frankenstein (2025) เปิดฉากด้วยบทนำเล่าถึง ปี ค.ศ. 1857 ท่ามกลางพายุหิมะอันโหมกระหน่ำ วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (รับบทโดย ออสการ์ ไอแซก) ปรากฏตัวในสภาพใกล้สิ้นลมหายใจ ขณะถูกตามล่าโดยสิ่งมีชีวิตที่เขาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ฉากเปิดเรื่องนี้เปรียบเสมือน “จุดจบที่พาเราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น” ของโศกนาฏกรรมทั้งหมด พาร์ทแรก ภาพยนตร์พาผู้ชมดำดิ่งสู่มุมมองของวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ เพื่อเปิดเผยแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังความหมกมุ่นของเขา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทดลองทางวิทยาศาสตร์อันทะเยอทะยาน ไปจนถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นจากซากศพ และจบลงด้วยการละทิ้งสิ่งที่สร้าง พาร์ทที่สอง เล่าในมุมมองของผู้ถูกสร้างที่ต้องเผชิญชะตากรรมของตนอย่างโดดเดี่ยว หลังจากหนีออกมาจากหอคอยที่ถูกเผา เขาเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตในโลกของมนุษย์ด้วยตัวเอง ผ่านการเฝ้ามองและเรียนรู้จากครอบครัวของชายตาบอด กลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งอบอุ่นและดราม่าที่สุดของเรื่อง ด้านองค์ประกอบภาพ มีความโดดเด่นด้วยงานภาพที่งดงาม ถ่ายทอดบรรยากาศของยุโรปยุค 1800s ได้อย่างสมจริง ทั้งแสง สี และฉาก ถูกออกแบบอย่างประณีตจนดูงามตา ข้อคิด สิ่งสะท้อนจากหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความรับผิดชอบของผู้สร้าง” คือหัวใจสำคัญของเรื่อง เพราะเมื่อผู้สร้างไม่ยอมรับสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้น กลับเลือกจะทอดทิ้งและทำร้ายสิ่งนั้น ผลลัพธ์ย่อมย้อนกลับมาทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น พฤติกรรมของวิกเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มาจากรอยแผลในครอบครัว พ่อของเขาเป็นหมอแต่ไม่สามารถรักษาแม่ให้รอดชีวิตได้ (เพราะไม่มีใครเอาชนะความตายได้) นั่นกลายเป็นแรงผลักดันให้วิกเตอร์อยากโกงความตาย จนหลงลืมขอบเขตของศีลธรรม ด้วยประโยคที่เขากล่าวว่า “ถ้าอยากเป็นพระเจ้า ต้องสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้” อีกด้านหนึ่ง ภาพยนตร์ยังสะท้อน “ความโดดเดี่ยวและการถูกปฏิเสธ” ผ่านตัวสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่ไม่ได้รับความรัก เขาเรียนรู้โลกผ่านการซุ่มดูครอบครัวชายตาบอดคนหนึ่ง แอบหวังเพียงจะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือแม้แต่กับอลิซาเบธ ที่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเข้าหาเขา อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นนั้นขอให้วิกเตอร์สร้างเพื่อนให้ ด้วยประโยคที่เขาพูดว่า “ตายไม่ได้ แต่อยู่ลำพังไม่ได้” กลายเป็นถ้อยคำที่บีบหัวใจที่สุดในเรื่อง เพราะมันสะท้อนว่า แม้จะถูกสร้างขึ้นจากซากศพ แต่เขาก็มีหัวใจไม่ต่างจากมนุษย์ ที่เพียงต้องการ “ความรัก” และ “การยอมรับ” เท่านั้น พูดถึงวรรณกรรม นวนิยายเรื่องนี้ นวนิยาย Frankenstein; or, The Modern Prometheus ผลงานของ แมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1818 เล่าเรื่องของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มผู้ทะเยอทะยาน วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ที่สร้างสิ่งมีชีวิตจากซากศพและต้องเผชิญผลลัพธ์เกินควบคุม ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวรรณกรรมโลก และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนวนิยายไซไฟเรื่องแรกๆ ของโลก ในเวอร์ชันภาพยนตร์ Frankenstein (2025) ของ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับได้นำแก่นแท้จากต้นฉบับกลับมาถ่ายทอดใหม่ โดยเน้นความโดดเดี่ยวของสิ่งมีชีวิตนั้น และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างกับผู้ถูกสร้าง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งความรักและการถูกทอดทิ้งอันลึกซึ้ง รีวิวและความประทับใจในภาพยนตร์ ต้องบอกก่อนเลยว่า Frankenstein (2025) เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แห่งปีที่เราตั้งหน้าตั้งตารอมานานมากๆ ด้วยผลงานของ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) การันตีฝีมือการสร้างว่าไม่ใช่หนังธรรมดาแน่ๆ เพราะทุกครั้งที่เขาจับงานเกี่ยวกับมอนสเตอร์ มันไม่เคยเป็นแค่หนังสยองขวัญ แต่คือเจาะลึกถึงหัวใจของตัวละคร เขาได้สร้างผลงานระดับตำนานที่กวาดรางวัลมากมาย อย่าง Pan’s Labyrinth (2006), The Shape of Water (2017), Guillermo Del Toro’s Pinocchio (2022) และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สามารถพิสูจน์ความสามารถด้านงานแฟนตาซี และไซไฟได้อย่างดีที่สุดของโลกก็ว่าได้ สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือ “ตัวละครของสิ่งมีชีวิตที่แฟรงเกนสไตน์สร้างขึ้น” ก่อนอื่นต้องลบภาพจำของผีดิบร้ายออกไปเลยค่ะ เพราะเขาไม่ได้เป็นปีศาจที่น่ากลัวอย่างที่เราคิด แต่กลับดูเหมือน “เด็กบริสุทธิ์ในร่างยักษ์” ที่โหยหาความรักและการยอมรับ การแสดงของ เจค็อบ เอลอร์ดี (Jacob Elordi) ถ่ายทอดทั้งความอ่อนโยน ความอ้างว้าง และความเจ็บปวดได้อย่างสมบูรณ์แบบ แทบไม่มีฉากรุนแรงที่เกิดจากอารมณ์ (ส่วนใหญ่เป็นเพียงการป้องกันตัว) จนคนดูอย่างเรารู้สึกเห็นใจตัวละครนี้มาก ๆ ขณะเดียวกัน ออสการ์ ไอแซก (Oscar Isaac) ในบทบาท วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เขาสามารถถ่ายทอดความทะเยอทะยานและความบ้าคลั่งได้อย่างเข้มข้น ไฮไลต์สำคัญของเรื่องคือการปะทะอารมณ์ของทั้งคู่ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่าง “นักวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่เขาสร้าง” แต่ยังสะท้อนถึง “พ่อกับลูก” ที่ทั้งรัก เกลียด และกลัวกันในเวลาเดียวกัน โดยรวมแล้ว Frankenstein (2025) ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญทั่วไป แต่เป็นภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามกับการฝืนกฎธรรมชาติ แม้บางช่วง (โดยเฉพาะช่วงต้น) จะปูเรื่องนานไปเล็กน้อย แต่เมื่อเรื่องเริ่มเดินหน้า ก็สามารถดึงความสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เราขอให้คะแนนความประทับใจส่วนตัว ขอให้ 9.8/10 ไปเลยค่ะ โดยรวมถือว่าเป็นหนังที่ตรึงใจและคุ้มค่ากับเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งมากๆ ตัวอย่างภาพยนตร์ ประเภทซีรีส์ : สยองขวัญ, ไซไฟ, สัตว์ประหลาด เขียนบทและกำกับ : กีเยร์โม เดล โตโร แนะนำอายุที่ควรดู : 16 ปีขึ้นไป ภาษาต้นฉบับ : ภาษาอังกฤษ และพากย์ไทย ความยาวของภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 32 นาที สามารถรับชมได้ที่ : Netflix หรือรับชมได้ที่ Netflix ผ่านกล่อง TrueID TV ได้นะคะ 💕 https://www.youtube.com/watch?v=2-baRyPs9Yc https://www.youtube.com/watch?v=fpkGnYGenmk&t=12s พร้อมหรือยังที่จะไปรู้จัก Frankenstein (2025) ผลงานล่าสุดของ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ที่จะชุบชีวิตเรื่องเล่าในตำนานให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง หนังเรื่องนี้จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกที่ “วิทยาศาสตร์ ความโหยหาความรัก และโศกนาฏกรรม” มาบรรจบกันอย่างงดงามและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน ครบทุกอารมณ์ขนาดนี้...ต้องไม่พลาด Frankenstein นะคะ! 💀 ขอบคุณรูปภาพ ภาพที่1 จาก X : NetflixUK ภาพปก / ภาพที่2 จาก X : Netflixth ภาพที่5 จาก X : Netflix ภาพที่3 / ภาพที่4 / ภาพที่6 / ภาพที่7 / ภาพที่8 จาก Facebook : NetflixTH ขอบคุณวิดีโอจาก NetflixThailand แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) | กีเยร์โม เดล โตโร | ทีเซอร์อย่างเป็นทางการ | Netflix แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) | กีเยร์โม เดล โตโร | ตัวอย่างภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ | Netflix จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !