หนังสัญชาติ English นอกกระแสฟอร์มเล็กที่สุด Underrated ของแท้ ตัวหนังฉายไปเมื่อปี 2011 หรือ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องนี้อยู่บนโลกนี้ด้วย (แต่ไม่เข้าไทย) สมัยนั้นผมดูแต่หนัง Blockbuster ฟอร์มยักษ์ ยังเข้าไม่ถึงในแนว Indy เหมือนตอนนี้ 55 พอผมเห็น Poster เรื่องนี้แวบ ๆ ความรู้สึกคือ น่าสนใจแฮะ จึงทำการ Search ชื่อ เรื่องย่อ และ Trailer แล้วถามตัวเองว่า เฮ้ย เราไปอยู่ไหนกันมาถึงพลาดหนังเรื่องนี้ไปได้ บวกกับเป็นแนว Action + Crime + Horror เข้าไปแล้ว ยิ่งน่าดูขึ้นไปอีก จนกระทั่งเจอเว็บนึงมีซับไทยด้วย ด้วยความที่อยากดูมาก ๆ ผมไม่รอช้าจึงเข้ามาดูทันทีเปิดเรื่องกล่าวตลอด 30 นาทีถึง Part Drama ครอบครัวพระเอกแทบทั้งหมด เท้าความเป็นมาว่าพระเอกเป็นใคร เคยทำอะไร ครอบครัวเป็นอย่างไร จะเต็มไปด้วยอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวละครหยั่งกะไบโพล่าร์ และทำให้เรารู้ถึงความ Loser ในการทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ทั้งตกงาน ไม่มีเงิน ภรรยาขี้วีน อารมณ์ร้าย ลูกชายก็ไร้เดียงสา สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดความล้มเหลวของพระเอกจนทั้งคู่ทะเลาะกันบ้านแตกนั่นเอง ช่วงแรกจึงเน้น Drama เป็นส่วนใหญ่ ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 35 นาที ที่เดินเรื่องสนุก ช่วงแรกจะเรื่อย ๆ เข้าที่แหล่ะ แต่ไม่ค่อย Smooth เท่าไหร่ พอกลางเรื่องเริ่มปรับจูนติด แต่จะตัดฉากเร็วมาก สลับกันไปมาอย่างไว ดูไม่ทัน มีน่าเบื่อไปบ้างกับบท Speech ของตัวละครที่พูดเยอะไปหน่อย ทั้งที่ตัวละครไม่กี่คน ไม่มีสาระสำคัญเท่าไหร่ บรรยากาศช่วงแรกดูไม่หวือหวามากแต่มีนัยยะซ่อนอยู่แฝงไว้ถึงความอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเพื่อนพระเอกมาหานี่แหล่ะ คือเริ่มสนุกขึ้นกับ Feel เริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน หลังจากนั้นเราจะรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของพระเอกเป็นคนอย่างไรแม้จะเดินเรื่องช้า ๆ แต่ก็มีจังหวะลูกล่อลูกชนหลอกตาไว้อยู่ มีสิ่งที่ให้คิดสงสัยตลอดเวลาว่า ตัวละครกำลังทำอะไร กำลังเจอกับอะไรอยู่ บางช่วงเหมือนเดาทางได้ แต่ผู้กำกับไม่ต้องการให้คนดูรู้มากเกินไป จึงใส่เทคนิคพิเศษในการตัดภาพตัดไวสับขาหลอกจนไม่เห็น Details เหล่านั้นได้ Scene Action มีน้อย แต่มาทีจัดหนักจัดเต็ม เลือดสาดไม่ยั้ง บาง Scene ติดเรท 18 + ไม่คิดว่าจะโหดขนาดนี้ จุดด้อยคือ เหตุผลของตัวบงการไร้ที่มามาก ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไร ทำไปเพื่ออะไร เราจึงไม่ Make Sense ในบริบทอื่นทางฝั่งพวกนี้นอกจากความน่ากลัวของ Character กับบรรยากาศชวนหลอนเยือกเย็นอย่างเดียวผมชอบการเล่น Symbol แทน Dialogue ในการสื่อสาร เพราะ แต่ละ Scene ที่มีรูปดังกล่าวปรากฎ มันจะสะท้อนต่อกระบวนการทางความคิดอะไรบางอย่างในสมองให้ดำดิ่งลงไปในห้วงจิตใจให้ลึกลงไปที่สุด โดยเฉพาะเสียง Sound พลิ้วปาก หรือเสียง Sound คล้ายกลองมโหรี ฟังแล้วบิวท์อารมณ์ให้ปลุกสัญชาตญาณด้านมืดของตนเองออกมาฆ่าคนยังไงยังงั้น เปรียบเทียบก็เหมือนลูกโป่งที่สูบลมไปเพื่อรอวันแตกออกมา มันมีความถูกกดดันกับการกระทำของตัวละครทุก Scene ที่รอเวลากดปุ่มพร้อมระเบิดตลอดเวลาตั้งแต่พระเอกกลับมารับจ๊อบ จังหวะเข้าที่ขึ้น มีความลุ้นระทึกขึ้นลงเป็นระยะ เป็นกราฟที่ชะลอการทรงตัวก่อนไปพุ่งสุดขีดใน Level ต่อมา แต่ละ Mission พาชวนติดตามไปกับ Activity ที่พระเอกกับเพื่อนกำลังทำโดยแบ่งแยกเป็น 4 Mission คือ Priest , Liberian , Politician และ Hunchback ซึ่งแต่ละ Part จะมี Timeline เชื่อมโยงต่อกัน ทำให้เข้าใจ Details ง่าย ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ขณะเดียวกันโทนจะพลิกแผลงไปมากวนประสาทเล่น ยิ่งในองค์ 3 นี้เปลี่ยนแนวเป็นการผสมระหว่างความเป็น Action ผสมกับ Religious Horror (ลัทธิสยอง) ที่เข้ากันอย่างแปลกตาแต่ผลลัพธ์คือสนุกจนลืมหายใจบวกกับความน่ากลัวของบรรดาตัวละครสวมชุดพิธีกรรมลึกลับผิดมนุษย์มนา เป็นการผสมผสานเข้ากันอย่างกลมกลืนที่สุด ตอนเฉลยปมแม้หนังตัดภาพจนไม่ทันสังเกตข้อมูลไปหน่อย ทำได้พีคจนสตั๊นไปชั่วครู่ทันทีNeil Maskell นักแสดงจากเกาะอังกฤษจาก High Rise (2015) พระเอกของเรื่อง ( และพระเอกคู่บุญของผู้กำกับด้วย ) แสดงได้หลายอารมณ์ ทั้งอบอุ่น เฟรนดฺ์ลี่ เก็บกดจนกระทั่งบ้าคลั่งได้ขนลุก เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด ตอนอยู่กับครอบครัวดูเป็น Family Man อบอุ่น แต่พออยู่ในโหมดรับจ๊อบก็สวมวิญญาณนักฆ่าไร้ปราณีได้โหดเหี้ยมสุด ๆ โดยมีเพื่อนพระเอก Michael Smiley จาก A Field in England (2013) (นักแสดงคู่บุญของผู้กำกับอีกแล้ว) ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับพระเอก เหมือนเป็น Bodyguard คอยปกป้อง ตักเตือนมากกว่า ส่วนตัวละครอื่นอย่าง MyAnna Buring จาก Doomsday (2008) กับ Harry Simpson รับบทเป็นภรรยาและลูกตามลำดับ แสดงดีแต่บทไม่เด่นอะไรมากนอกจากเสียงวีนบ้านแตกของนางที่จดจำได้อย่างเดียว และ Struan Rodger จาก Stardust (2007) รับบทเป็นผู้จ้างวาน เป็น Keywords สำคัญน่าเกรงขามอยู่แต่กลับไร้เสน่ห์ โดนเพื่อนกลบหมด เรื่องนี้เป็นงานกำกับช่วงแรก ๆ ของ Ben Wheatley จาก A Field in England (2013) , High Rise (2015) , Free Fire (2016) และเรื่องล่าสุด In the Earth (2021) ที่กำกับได้สนุกมากเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่จังหวะเดินเรื่องไม่ Mass ทั่วไป แม้จะวาง Plot วางปมได้ซับซ้อน มีชั้นเชิงอยู่ แต่ดูง่าย ไม่ยุ่งยากอะไร ผลงานที่ผ่านมาของแกจะมี Concept ไม่ชัดเจนมาก มีหลายแนวปะปนกันไป เหมือนทำหนังเชิงทดลองเล่น ๆ ยังคงเสน่ห์ในกลิ่นอาย Indy แบบผู้ดีอังกฤษทุกเรื่อง ส่วนตัวผมชอบบ้าง และ เฉย ๆ บ้าง ผมว่าแกเหมาะกับแนว Dark ดิบ ๆ จิตตก หดหู่แบบเรื่องนี้มากกว่านะ ดูเข้ากันดีมีพูดถึงเรื่องผลของการกระทำแฝงอยู่เหมือนกัน ช่วง part หลังรู้สึกว่ามี Situation หลาย Scene เริ่มมี Something บางอย่างเล่นงานพระเอกคืนแล้ว ถ้ามองในแง่กฎแห่งกรรม คือ ใครก่อเวรกับใครไว้ก่อน เวรนั้นจะกลับมาสู่ตัวผู้กระทำนั้นคืน แม้เรื่องจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่ผมสัมผัสภาพเหล่านั้นแล้วการตีความเป็นอย่างที่ว่าอย่างเดียวเลย บวกกับการนำเสนอความกลัว ความขลังของความเชื่อพิธีกรรมลัทธิพื้นบ้าน (Folkhore) ที่อิงถึงความเชื่อต่อสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ที่เล่นกับการท้าทายจิตใจมนุษย์ให้ต้องเข้ารูปเข้ารอยในกรอบที่วางไว้ ไม่งั้นจะผิดหลักจารีต ผมจะมองไปอย่างอื่นไปไม่ได้จริง ๆขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เมื่อได้อ่านแล้ว สามารถกด Like กด Share รีวิวของผม EMCONCEPT และ หนังที่รีวิวใน Facebook ชื่อ EM Pascal เพื่อเป็นกำลังใจในการรีวิวครั้งต่อไปกันด้วยครับ ขอบคุณครับขอขอบคุณภาพประกอบโดย : Facebook / KILL LIST - US = ภาพประกอบหน้าปก / ภาพประกอบที่ 3 / ภาพประกอบที่ 4 / ภาพประกอบที่ 6 / ภาพประกอบที่ 8 / ภาพประกอบที่ 9 Facebook / Kill List = ภาพประกอบที่ 1 / ภาพประกอบที่ 2 / ภาพประกอบที่ 5 / ภาพประกอบที่ 7จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !