สวัสดีค่ะทุกท่านกลับมาพบกับ Diary Therapy กันอีกครั้งนะคะ วันนี้มีหนังสือน่าอ่านเล่มหนึ่งมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านค่ะ หนังสือเรื่อง "เกลียด"เขียนโดยแองจี้ โทมัส เป็นนวนิยายแปลบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวผิวสีที่ชื่อว่า "สตาร์ คาร์เตอร์" ค่ะ โดยนิยายเรื่องนี้ได้ถูกมาสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2018 ผู้เขียนเพิ่งได้มีโอกาสได้อ่าน เล่มนี้ไม่ได้ซื้อเองแต่มีพี่ที่ทำงานใจดีให้ยืมอ่านค่ะ ส่วนตัวไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ตัวเองเป็นคนผิวสีสักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำความรู้จักกับสังคมของเขารู้จักพวกเขาน้อยมาก ซึ่งแองจี้ โทมัส ผู้เขียน หนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดผ่านตัวละครออกมาได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ หนังสือเล่มนี้สะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดีโดยเล่าผ่านมุมมองของเด็กสาววัย 16 จากครอบครัวชาวผิวสี "สตาร์ คาร์เตอร์" ตามที่เกริ่นชื่อด้านบน เธอเติบโตและใช้ชีวิตในย่านเสื่อมโทรม ซึ่งแวดล้อมไปด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม แต่ตัวละครอย่าง "สตาร์ คาร์เตอร์" กลับมีสังคมที่ตัวเธอต้องอยู่ 2 แบบคือชุมชนของเธอ กับโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีแต่ลูกคนรวยที่เรียนกัน ทำให้ตัวของ "สตาร์ คาร์เตอร์" เองจึงมีสังคมอยู่สองที่ ในหนังสือได้บอกเล่าเกี่ยวกับความปราศจากโอกาสและทางเลือกที่พวกเธอได้รับโดยเนื้อเรื่องกล่าวถึง "สตาร์ คาร์เตอร์" และเพื่อนของเธอคนหนึ่งซึ่งกำลังกลับบ้านแล้วโดนตำรวจเรียกให้จอด โดยตัวเพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" เป็นคนที่มีพฤติกรรมพูดจากโผงผางตำรวจจึงทำการค้นตัวแต่บังเอิญว่าขณะที่กำลังค้นตัวอยู่นั้น เพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" ก็หันมาคุยเพื่อที่จะถามตัว "สตาร์ คาร์เตอร์" เนื่องด้วยกลัวว่า "สตาร์ คาร์เตอร์"จะกลัว แต่ตำรวจเห็นคิดว่าจะเล่นตุกติกจึงยิงเพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" และเสียชีวิตซึ่งจากเหตุการณ์ที่เพื่อนของเธอโดนตำรวจยิงโดยที่ "สตาร์ คาร์เตอร์" อยู่ในเหตุการณ์ และรู้ความจริงทุกอย่างแต่เรื่องราวที่ออกข่าวกับตรงกันข้ามกับความเป็นจริง อ่านตรงนี้ทำให้นึกย้อนกลับมามองในบ้านเราที่บางครั้งตัวเราเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เป็นเพียงแค่ผู้รับข่าวสารที่ออกมาไม่รู้เลยว่าจริงเท็จเป็นอย่างไร เราก็ตัดสินไปตามข่าวแล้ว และจากเหตุการณ์ในหนังสือทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเราเองว่า หากเป็นเราที่ต้องเห็นเพื่อนถูกยิงไปต่อหน้าต่อตาเราจะทำอย่างไรอีกสิ่งที่ได้จากหนังสือคือการว่าร้ายให้กัน การทำร้ายกันด้วยการพิมพ์ว่าแค่ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่การลงมือทำร้ายกัน โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเด็กสาว "สตาร์ คาร์เตอร์" ที่ต้องเลือกว่าเธอจะเลือกพูดหรือไม่พูดค่ะ เพราะ "สตาร์ คาร์เตอร์" เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ความจริงรูปภาพโดย:ผู้เขียนแค่เพียงตรงนี้ก็สามารถสอนเราผู้อ่านให้รู้จักเป็นคนคิดก่อนที่จะเชื่ออะไรเต็มจากข่าวต่าง ๆ ที่เราเสพในทุกวันนี้ หรือการหยุดทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่รู้เลยว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาคิดเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ คือผู้เขียนได้แต่ถามตัวเองว่า หากเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ"สตาร์ คาร์เตอร์" ซึ่งเป็นพยานเพียงคนเดียวในเหตุการณ์ตํารวจยิงเด็กผิวสี เราจะทำยังไงดี เพราะผู้ที่ถูกยิงได้ถูกสังคมตัดสินว่าเป็นคนเลว โดยที่ไม่มีใครรู้ถึงความจริง ก็คงเหมือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราเจอตามข่าวในบ้านเมืองเรา ทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ เราอาจไม่รู้เลยว่าความจริงเป็นอย่างไร แล้วถ้าเราเป็นผู้ที่รู้ทุกอย่างเราจะทำอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องขอบคุณรูปภาพจาก : Pixabayนิยายเล่มนี้ผู้เขียน(แองจี้ โทมัส) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นกระจกสะท้อนแนวคิดของผู้คนได้ออกมาอย่างน่าอ่านมาค่ะ และยังสะท้อนเรื่องราวในสังคมของชาวผิวสีทำให้เราได้รู้จักชุมชนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" ซึ่งผู้อ่านอย่างเราจะได้เห็นสังคมของ "สตาร์ คาร์เตอร์" ที่เป็นสังคมของชาวผิวสีและสังคมในโรงเรียนที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ผู้อ่านได้เห็นเรื่องราวของชาวผิวสี ซึ่งโดยส่วนตัวไม่เคยได้อ่านนิยายของชาวผิวสีและรู้สึกดีใจมากค่ะที่มีโอกาสได้อ่านเล่มนี้ เนื้อเรื่องยังบอกเล่าเรื่องราวสังคมที่เทา ทั้งปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นค่ะรูปภาพโดย:ผู้เขียนประเด็นของหนังสือเล่มนี้คือเสียงของเรามีคุณค่ามากแค่ไหน เสียงของเราสามารถที่จะเปลี่ยนสถานการณ์อะไรได้บ้างเนื่องจากเมื่อเพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" เสียชีวิต ซึ่งเกิดปัญหาข่าวที่ออกไปทุกคนพยายามจะทำให้การตายของเพื่อน"สตาร์ คาร์เตอร์" ข่าวที่ออกพยายามจะบอกว่าเป็นการตายที่สมเหตุสมผลที่โดนตำรวจฆ่า สังคมพยายามจะบอกว่าเพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" ตายเพราะเป็นแกงค์ของพวกค้ายาเสพติด เป็นคนอันตราย ซึ่งความเป็นจริงถึงแม้ว่าเพื่อนของ "สตาร์ คาร์เตอร์" จะมีภูมิหลังเป็นพวกเทา ๆ แต่ตัว "สตาร์ คาร์เตอร์" เองซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ณ วินาทีนั้นเพื่อนของเธอไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่ได้มีอาวุธที่จะต่อสู้กับตำรวจเลย แต่ทำไมสื่อถึงพยายามที่จะสร้างภาพให้เพื่อนของเธอดูไม่มีค่าดูเหมือนสมควรตายแล้ว ประเด็นต่อมาคือความยุติธรรมอยู่ที่ไหน สื่อเป็นยังไงและมีผลอย่างไรบ้างที่จะป้ายสีคน ๆ นึง หรือการเขียนข่าวผิดให้เป็นถูก ซึ่งเรื่องราวที่ แองจี้ โทมัส ผู้เขียนเรื่องนี้พยายามถ่ายทอดออกมาค่อนข้างกระทบกระเทือนจิตใจผู้อ่านเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่เราจะได้เห็นอีกอย่างคือพัฒนาการทางด้านความคิดของตัวเอกของเรื่องเป็นอีกหนึ่งที่อ่านแล้วชอบมากในเล่มนี้ อีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้คือโดยส่วนตัวไม่ค่อยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวคนผิวสีหนังสือเล่มนี้ถือว่าเปิดโลกให้กับผู้อ่านได้ดีมากค่ะอ่านแล้วได้เห็นว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง ปัญหาของสังคมของชาวผิวสีทั้งอาชญากรรมและยาเสพติดเราจะเห็นได้ว่าทำไมถึงเกิดปัญหาเล่านี้ขึ้นมาคนในสังคมบอกปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง ต้นตอของปัญหาที่เกิดพร้อมทั้งวิธีแก้เขาแก้ไขกันอย่างไรอีกหนึ่งความประทับใจคือความเป็นครอบครัวของ "สตาร์ คาร์เตอร์" ที่ครอบครัวของเธอพร้อมสนับสนุนทุกอย่างและเคารพการตัดสินใจ ซึ่งอ่านแล้วค่อนข้างอิ่มเอมใจในเรื่องนี้ หรือแม้แต่ความเป็นอยู่กับเพื่อนบ้านที่ผู้อ่านจะได้เห็นถึงความช่วยเหลือกันของคนในสังคมเขาจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นสังคมเทา ๆ ซึ่งอ่านแล้วก็ค่อนข้างจุกเหมือนกันค่ะเมื่ออ่านจบผู้เขียนคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะได้จากนิยายเล่มนี้คือการปลูกฝั่งเกี่ยวกับความเมตตาและสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้เพื่อคนอื่นในแง่แห่งความถูกต้อง และเสียงของเรามีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เสียงของเรามีความหมายแค่ไหนไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอนถึงแม้เนื้อเรื่องจะค่อนข้างเกี่ยวกับอาชกรรมและยาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาที่ถ่ายทอดออกจากจากสังคมชาวผิวสี แต่เมื่อหนังสือที่สามารถอ่านได้เรื่อย ๆ ค่ะ ถึงจะเปิดเผยมุมมองของชุมชนชาวผิวสีก็จริงและการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งยาเสพติดและอาชญากรรมต่าง ๆ แต่ผู้อ่านสามารถอ่านโดยไม่หนักหัวแน่นอนค่ะ เนื้อหามีสอดแทรกมุขตลกอยู่บ้าง โดยส่วนตัวไม่ผิดหวังเลย สำหรับการตัดสินใจของ "สตาร์ คาร์เตอร์" นั่นขออนุญาตไม่เล่าตรงนี้นะคะ เผื่อท่านใดที่อยากอ่านหากรู้ก่อนเดี๋ยวจะไม่สนุกค่ะหวังว่าทุกท่านจะชอบบทความนี้นะคะ ยังมีหนังสือที่น่าอ่านอีกหลายเล่มเลยค่ะ หากผู้เขียนอ่านจบแล้วจะนำมาแบ่งปันเผื่อท่านใดกำลังมองหาหนังสือที่น่าสนใจอยู่ ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามผลงานของ Diary Therapy ด้วยนะคะ Diary Therapy