ช่วงชีวิตหนึ่ง เคยย้อนมองชีวิตของเราเองบ้างหรือไม่ว่าที่ผ่านมา จุดไหนคือจุดสำคัญที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ส่งผลมาถึงตัวเรา ทำให้ชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง หรือเปลี่ยนวิธีคิด กระทั่งมาเป็นตัวเราในทุกวันนี้"แบงค์ - ชนาธิป สิริวัฒน์” ศิลปินอิสระวัย 27 ปี เป็นคนหนึ่งทีมีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ เชื่อว่าหลายคนที่มีโอกาสได้เห็นผลงานของเขาจะอยากรู้จักเขามากขึ้น ชิ้นงานที่จะเห็นเป็นวงกว้าง คืองานวาดภาพเหมือนตามผนังตึก และที่คุ้นตากันเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็น ภาพเพื่อใช้ในงานนาหนาวของ “ไทยบ้านเดอะซีรี่ส์” ในภาพยนตร์ “ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้”กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ ที่ “แบงค์” ยังคงวาดภาพอย่างต่อเนื่อง เส้นทางเดินของชีวิตของ “แบงค์” เริ่มต้นมาอย่างที่เขาไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยว่า แล้วจะดำเนินต่อไปอย่างไร .. “ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดน่าน ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก วาดการ์ตูนในโทรทัศน์ที่ฉายในตอนเช้าอย่างดราก้อนบอล หรือโปเกม่อน วาดเล่นมาตลอด เวลาเรียนเพื่อน ๆ ในห้องก็จะให้ผมมาวาดรูปให้เพื่อที่จะไปส่งครูในคาบเรียนศิลปะ เพื่อนบอกว่าผมวาดเก่งกว่า แต่พอถึงเวลาที่จะต้องเรียนสี หรือการระบายสีผมกลับสอบไม่ผ่าน เพราะผมไม่ได้รู้สึกสนใจที่จะเรียนในเรื่องการระบายสีหรืออย่างอื่น ผมแค่ชอบวาดรูป ไม่ได้ฝันว่าจะเป็นจิตรกรหรือศิลปิน สิ่งที่ผมรักคือการเล่นบาสเก็ตบอลผมเป็นคนที่ไม่ค่อนสนใจเรียนเท่าไหร่ แล้วไม่ค่อยทำการบ้าน ปัญหาของผมก็คือพ่อดุมาก พ่อสอนการบ้านแล้วผมทำไม่ได้ผมก็จะโดนดุ ทางที่จะเลี่ยงไม่ให้ต้องโดนดุคือต้องไม่ทำการบ้าน แต่มันก็ทำให้การเรียนผมแย่ลงเรื่อย ๆ แต่วันที่ผมจะต้องสอบเข้า ม.1 ผมสอบเข้าที่โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคม ผมทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างหนัก ในที่สุดผมสอบได้ลำดับที่ 21 จากนักเรียนที่เข้าสอบ 2,000 กว่าคน นี่คือการประสบความสำเร็จของผมครั้งแรกในชีวิต"ในสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด ทุกคนต้องอยู่บ้าน ผมก็อยู่บ้าน ผมเลือกที่จะให้เวลากับสมาชิกในบ้าน ผมมีแมว 3 ตัว ผมเริ่มวาดรูปเปอร์ปี้ แมวเปอร์เซียสีขาวที่ผนัง น้องสาวถามผมว่าทำไมไม่วาดจีจี้กับมีมี่ด้วย ผมตอบกลับไปว่า พี่วาดแมวพร้อมกันสามตัวไม่ได้"ผมยังคงเล่นบาสอยู่ตลอดเวลา ม.1 ผมได้เป็นตัวจังหวัด แม้จะเริ่มต้นไม่สวยนัก เพราะครั้งแรกของการลงแข่งขัน ผมได้ลง 46 วินาทีสุดท้ายเท่านั้น วันนั้นเป็นวันที่รู้สึกแย่มาก แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ ผมซ้อมหนักขึ้น จนผมได้เป็นตัวหลักของทีม พอม.2 ผมย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสตรีศรีน่าน การซ้อมบาสหนักขึ้น การทุ่มเทให้กีฬาทำให้ผมไม่สนใจที่จะเรียน ม.3 ผมเกรดเฉลี่ยไม่ถึงที่จะสามารถเรียนต่อ ม.4 ได้ แต่เพราะผมเป็นนักกีฬาผมจึงได้เรียนต่อในสายศิลป์-จีนด้วยความคิดว่าเราอยากจะไปไกลกว่านี้ในเรื่องของการแข่งบาส เรียนไปเทอมเดียวจึงตัดสินใจดร็อปเรียน ตั้งใจฝึกซ้อมจนได้ไปคัดตัวนักกีฬาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพ ผมได้เรียนต่อที่นั่นและได้เล่นเป็นตัวจริง ผมยืนอยู่บนความฝันของผมในเรื่องของการเป็นนักกีฬา แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย ในที่สุดก็ต้องลาออกจากโรงเรียนกลับมาเรียนที่น่าน ยังคงเล่นบาสเป็นหลัก แต่การเล่นกีฬามันต้องควบคู่ไปกับการเรียนถึงจะไปได้ไกล ในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกเคว้งคว้าง .. หมดหนทาง”การวาดภาพเหมือน (Portrait) เริ่มต้นที่การร่าง ภาพร่างคือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ขั้นตอนต่อไปง่ายขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ภาพที่เสร็จแล้วออกมาเหมือนจริงหรือไม่ .. ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น เราต้องกำหนดเป้าหมายที่เป็นภาพรวมของชีวิตให้ได้ก่อน มันถึงจะเดินต่อได้ง่ายขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือเป็นหลัก เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เป็นเรื่องรอง เป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก ๆ แต่เมื่อเด็กคนหนึ่งอย่างแบงค์ ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ การใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากสำหรับเขา"ผมทำอะไรได้ดีเป็นอย่าง ๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจ มันเป็นสิ่งที่ใครก็เข้าใจไม่ได้หรอกครับที่ผมไม่สามารถเรียนได้ดีเท่ากับที่เล่นบาส ผมก็เข้าใจชีวิตตัวเองไม่ได้ ก็เลยเคว้ง ตอนกลางคืนไม่อยากเจอหน้าพ่อเพราะคุยกันไม่เข้าใจ ผมก็ต้องออกไปนอนนอกบ้าน ไปนอนตรงจุดรอรถที่ข้างถนน กระทั่งวันหนึ่งผมได้ไปเจอกับพี่ไรนาร์ทซึ่งเป็นพี่ที่เล่นบาสมาด้วยกัน พี่เขามีอาชีพเขียนรูป ไปวาดรูปตามถนนคนเดิน ผมก็ตามเขาไปพี่ไรนาร์ทเป็นคริสเตียนเขาเล่าเรื่องพระเจ้าให้ฟัง จากที่ผมกำลังหมดหวังกับชีวิต จากที่ผมสงสัยว่าเราเกิดมาทำไม ผมได้คำตอบที่สงสัย ผมรับเชื่อเป็นคริสเตียนตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็ติดสนิทกับพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน เรียนพระคัมภีร์ ชีวิตก็มีความหวังมากขึ้น เข้าใจพ่อแม่มากขึ้น ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้ผมได้ทำอะไรสักอย่างที่สามารถจะเป็นอาชีพผมได้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องทำงานเมื่อผมไม่สามารถที่จะเรียนได้"ผมร่างภาพเปอร์ปี้ไว้ แล้วเริ่มลงสีที่องค์ประกอบของภาพก่อน ผมมองภาพรวมเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบไหน แต่ภาพที่ยังไม่เสร็จก็ยากที่คนมองเห็นจะเข้าใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ตัวผมเองแม้ว่าจะมองภาพรวมเอาไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เปลี่ยนความคิด "การวาดรูปเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว แต่ก็นานแล้วที่ไม่เคยได้วาดเลย วันนั้นที่ผมอธิษฐานขอพระเจ้าอวยพรผมเรื่องการทำงาน ผมดูพี่เขาทำงานแล้วอยากวาดรูปขึ้นมาบ้าง ผมวาดรูปต้นไม้อย่างตั้งใจ พี่เขาเห็นแล้วบอกว่าขายได้นะ เอาไปใส่กรอบสิ ผมก็เอารูปที่ผมวาดรูปนั้นไปใส่กรอบ ปรากฏว่ามันก็ขายได้จริง ๆ จากนั้นผมก็ฝึกวาดลายปากกามาตลอด เมื่อรูปที่วาดเริ่มขายได้ผมก็อยากจะต่อยอดที่จะวาดให้เก่งกว่านี้ก็เลยหาที่เรียน"ภาพที่ใกล้เสร็จ เราสามารถมองเห็นองค์รวมได้ชัดขึ้น ภาพจะสวยงามขนาดไหน อยู่ที่การลงสีของเราที่จะทำถัดจากนี้ ยังไงเราก็ไม่ออกนอกเส้นทางที่เราเริ่มต้นเอาไว้แล้ว แม้จะหลงทางไปบ้างในบางขณะ แต่เรารู้จุดหมายปลายทาง .. เราจะกลับมาได้“ผมหาที่เรียนจนได้มาเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยวิจิตรศิลปเชียงใหม่ แต่มันก็เป็นเหมือนอย่างที่ผ่านมา จะทำอะไรผมมักจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง พอมาเรียนผมก็เรียนแต่วิชาดรออิ้ง ส่วนวิชาอื่น ๆ ทฤษฏีสี ปั้น ภาพพิมพ์ ลายไทย ผมแทบไม่ส่งงานเลย ผมจะนั่งดรออิ้ง เพราะอยากจะเขียนหน้าคนให้เป็น วิชาคณิต วิทย์ อังกฤษ ผมก็จะนั่งวาดหน้าเพื่อนไปครูก็สอนไป ช่วงนั้นมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามาผมติดยาแก้ไอสี่คูณร้อย เทอมสองผมไม่ได้ไปเรียนเลยเพราะติดยาพูดกับใครไม่รู้เรื่อง ช่วงนั้นผมห่างหายจากพระเจ้า เมื่อได้คิดผมพยายามเลิกในสิ่งที่ไม่ดีจนได้กลับเข้ามาปี 2 ใหม่ ผมเป็นความหวังของอาจารย์เพราะโดดเด่นในเรื่องของดรออิ้ง""แต่สุดท้ายผมก็เรียนไม่จบ เพราะระหว่างนั้น มีงานเข้ามา ผมไปเป็น MC ให้กับเสื้อผ้ายี่ห้อหนึ่ง เงินเดือนดีเลยทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ผมไม่ได้เรียนต่อแต่ก็ไม่ได้ทิ้งการวาดรูป ยังมีรายได้จากการวาดรูป ทำงานไปสักพักเมื่อผมวาดรูปมากขึ้นผมอยากได้ความรู้เรื่องสีจึงออกจากงานไปเรียนศิลปะเพิ่ม เรียนเรื่องการใช้สี ผมมุ่งมั่นเรียนอย่างจริงจัง แต่การทำงานผมเขียนรูปแนวขาวดำ เขียนภาพคนขาย กระทั่งวันหนึ่งรุนพี่ที่รู้ว่าผมถนัดดรออิ้งมาชวนให้ผมไปเขียนรูปที่เชียงใหม่ไนท์บาซ่าร์ ที่นั่นเป็นที่ที่คนเรียนศิลปะจะไฝ่ฝันมาก เพราะเป็นที่รวมศิลปิน เป็นที่ที่จะขายรูปได้ดี เป็นการทำงานที่เรียกว่าเป็นอาชีพจริง ๆ""ที่เชียงใหม่ไนท์บาซ่าร์ ผมได้เริ่มฝึกเขียนสีฝุ่นกับพี่เจ้าของร้านซึ่งเก่งมาก ทีแรกก็ยากพอสมควรเพราะต้องปรับเปลี่ยนในการใช้อุปกรณ์ แต่ผมก็ฝึกจนผมก็เขียนได้ในระดับหนึ่ง แต่วันหนึ่งผมก็รู้สึกเบื่อที่จะต้องทำงานซ้ำ ๆ ตามออเดอร์ทุกวัน งานมันจำกัดเกินไปผมเลยตัดสินใจหยุดแล้วเริ่มฝึกที่จะใช้สีอีกครั้ง เพราะเข้าใจมากขึ้น และโอกาสฝึกก็มาถึง เมื่อผมไปเขียนรูปขนาดใหญ่บนผนังเป็นรูปบ็อบ มาร์เลย์ ใช้เวลาพอสมควร แต่ก็สามารถเขียนออกมาได้ดีเป็นที่พอใจของทุกคน""จากนั้นผมก็เขียนรูปมาเรื่อย พัฒนาการของผมมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งผมก็ได้เริ่มสอนนักเรียน มีรุ่นพี่เป็นครูสอนที่โรงเรียนนาน้อย อำเภอนาน้อยจังหวัดน่าน เขาเชิญผมไปเป็นวิทยากรสอนเด็ก ๆ ผมไปสอนเด็ก ๆ ในแบบที่ผมเป็น ในแบบที่ตรง ๆ แล้วก็ได้ผลตอบรับดีมาก เด็ก ๆ ชอบ จนถึงเวลาที่เด็กสอบเด็กได้ที่ 1 ในสายศิลปะ 2 คน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมีความภูมิใจตัวเอง"เมื่อยังไม่รู้ว่าเชื้อโควิด-19 จะหยุดแพร่ระบาดเมื่อไหร่ การอยู่บ้านไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมมีเวลาที่วาดภาพ ผมจะวาดตอนกลางคืน กับเช้าที่แสงยังอ่อนโยน "ผมบอกกับน้อง ๆ และทุกคนที่มาเรียนวาดรูปกับผมว่า ถ้าจะเรียนวาดรูป เราต้องมีความชอบก่อน เราต้องทำต่อเนื่อง ต้องทุ่มเทกับมันจริง ๆ อันดับแรกที่อยากจะแนะนำให้ทำก็คือการดรออิ้งพื้นฐาน เรื่องแสงเงา ความกลม ความเป็นเหลี่ยม หรือเขียนเลขาคณิต เมื่อรู้จักแสงเงาเราก็สามารถจะต่อยอดไปเขียนอย่างอื่นได้ เขียนต้นไม้ เขียนกีตาร์ หรือสิ่งที่สามารถเขียนได้ดีที่สุด สำหรับผมคือการเขียนภาพคน การดรออิ้งมันเป็นพื้นฐานของทุกสาขา อย่างเรียนสถาปัตย์ ออกแบบ หรือเรียนอนิเมชั่น ผมไม่ค่อยได้เรียนเรื่องสีเท่าไหร่ แต่พอเรามีพื้นฐานการดรออิ้ง ผมสามารถที่จะต่อยอดไปได้ ปั้นได้ แกะแผ่นไม้ได้ ทำอะไรได้หลายอย่างงานที่ผมภูมิใจอีกสิ่งก็คือไทบ้านเดอะซีรี่ส์ เขาอยากได้คนมาเขียนป้ายขนาดใหญ่ ไว้ติดในคอนเสิร์ตนาหนาวของไทยบ้านเดอะซีรี่ส์ ภาพยนตร์ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ รุ่นพี่ผมเขาคิดว่าผมนี่แหละทำได้ เมื่อได้รับการติดต่อมา จากเชียงใหม่ผมขึ้นเครื่องไปลงอุบล แล้วเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปศรีสะเกษเพื่อทำงานนี้ มีเวลาในการทำงานค่อนข้างน้อย ต้องทำงานช่วงกลางคืน กลางวันอากาศร้อนมาก ต้องปรับเปลี่ยนเวลานอนแทน เมื่อภาพเสร็จออกมา สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่ดีที่เขาชอบกัน"ช่วงเวลาที่การวาดภาพใกล้จะเสร็จ ด้านหนึ่งมันเหมือนกับว่าเรากำลังจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งบางครั้งผมก็อดจะถามตัวเองต่อไปไม่ได้ว่า แล้วถัดจากนี้จะทำอะไรต่อไป ผมไม่รู้วันพรุ่งนี้ แต่ลึก ๆ ในใจก็อยากรู้"ผมผ่านช่วงชีวิตที่เคว้ง ไม่รู้ว่าจะต้องก้าวไปแบบไหน ไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วคือจะเขียนรูปไปเรื่อย ๆ ตั้งใจไว้ว่าจะทำแกลอรี่เล็ก ๆ เพื่อจัดงานแสดงร่วมกับเพื่อน ๆ อีกเป้าหมายหนึ่งของผมคือการรับใช้พระเจ้าในความเชื่อ ก็คือการประกาศข่าวประเสริฐผ่านการสอนศิลปะ และการวาดภาพเพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้า ผมมีความตั้งใจที่จะวาดภาพขายแล้วนำเงินถวายเพื่องานพันธกิจของพระเจ้า ในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม ทุกสิ่งทุกอย่างจะไร้ค่า ถ้าชีวิตขาดการรับใช้พระเจ้า"ช่วงชีวิตหนึ่ง .. เมื่อมองย้อนกลับไป "แบงค์ - ชนาธิป สิริวัฒน์” ไม่รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ มีแต่บางช่วงที่รู้สึกดี และภูมิใจในชีวิต เขามองผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น อย่างไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อย้อนมองกลับไป เขาก็พบว่าความภูมิใจที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น คือจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ส่งผลมาถึงตัวเขาในทุกวันนี้ และนั่นคือพลังที่จะทำให้เขาก้าวต่อไปได้ บนเส้นทางที่กำลังก้าวเดิน ..ระหว่างที่วาดรูป ผมเห็นเปอร์ปี้นั่งมองอยู่บ่อย ๆ ไม่รู้ในใจคิดอะไร แต่ผมก็บอกขอบคุณไปแล้วที่มาเป็นนายแบบให้..งานของผมเสร็จแล้ว..ถ้า..ถ้าไม่ได้ยินเสียงน้องสาวที่ตะโกนบอก..บ้านเรามีแมวสามตัว พี่จะวาดแมวตัวเดียวไม่ได้ ! ภาพประกอบโดย :: Chanathip Siriwat , ฉันท์ชมา