อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข เจ้าของช่อง TAM-EIG ได้สัมภาษณ์นักลงทุน นักวางแผนการเงิน ถึงประเด็นเรื่องการจัดการในซีรีส์ชื่อ Asset Allocation จัดสรรพอร์ตการลงทุนเพื่อให้มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอแล้วมาถ่ายทอดในรูปแบบหนังสือ โดยแต่ละคนก็จะมีสไตล์การบริหารจัดการในแบบของตัวเอง มี Checklist และแผนรองรับความเสี่ยงในยามที่สถานการณ์เต็มไปด้วยความผันผวน ภายในเล่มเราจะได้เรียนรู้จากผู้ได้รับการสัมภาษณ์ทั้ง 8 ท่าน ดังนี้ 1.นุช วราพรรณ วงศ์สารคาม 2.โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ 3.เอ ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ 4.หยง ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ 5.แบงค์ ชยนันท์ รักกาญจนันท์ 6.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ 7.ลุงโฉลก สัมพันธารักษ์ 8.ปิง ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.เซ็กลิสต์วิธีการซื้อหุ้นปันผล • ผลตอบแทนต้องคุ้มตั้งแต่วันซื้อ เลือกหุ้นที่ ณ ราคาที่เข้าซื้อแล้วให้เงินปันผลตอบแทนอย่างน้อย 5-6% และหลีกเลี่ยงการ “ไล่ราคา” เพราะถ้าซื้อแพงเมื่อไร ผลตอบแทนจะลดลงทันที • กิจการต้องอยู่ได้ยาว ไม่ล้มหายตายจากเงินปันผลต้องมาจากการดําเนินงานจริงไม่ใช่จ่ายดีแค่ช่วงสั้นๆหรือจ่ายเพราะขายสินทรัพย์ครั้งเดียว • เติบโตสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องหวือหวาไม่ต้องโตแรงแบบหุ้นเติบโต ขอให้โตได้ต่อเนื่องราว 5-10% หรือ อย่างน้อยก็ทรงตัวได้ในระยะยาว เพื่อให้ปันผลโดยรวมเพิ่มขึ้นตามเวลา • ต้องรู้จักหุ้นที่ซื้อ ทำการบ้านให้ลึกพอจนมั่นใจว่าเข้าใจธุรกิจ ความเสี่ยง และ เหตุผลที่มันจะจ่ายปันผลได้ต่อเนื่อง เพื่อให้ตัดสินใจได้ถูกต้องเมื่อราคาผันผวน • ไม่ถัวหุ้นแย่ ให้ถัวเฉพาะ “หุ้นดีที่ราคาถูกลงอย่างสมเหตุสมผล เท่านั้น ห้ามเอาเงินไปถมกิจการที่พื้นฐานเสียเพราะเสี่ยงพาไปหมดตัวได้ 2.การหาเงินมาใช้หนี้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่มีทางหาเงินก้อนใหญ่พอจะเคลียร์หนี้ทั้งหมดได้ในคราวเดียว เพราะฉะนั้นโจทย์ของการแก้หนี้ในชีวิตจริงจึงไม่ใช่ “ยอดหนี้รวม” แต่เป็นเรื่องของ“สภาพคล่อง” ต่างหาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ถ้าเรามีหนี้ 3 ล้านบาท แต่พอกางตัวเลขแล้วพบว่าสภาพคล่องเราอาจจะติดลบแค่เดือนละ 5,000 บาทก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือทำให้ยอดติดลบ 5,000 บาทต่อเดือนกลายเป็น “ศูนย์” ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลข 3 ล้าน เพราะในโลกความจริง มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้ 3 ล้านหรือมากกว่าแต่ไม่เดือดร้อน มีกระแสเงินสดเป็นบวก ทำให้ระบบการเงินเดินต่อไปได้ 3.“สินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (Cash-Flow Rich Asset)”ตัวอย่างเช่น • REITs (Real Estate Investment Trusts) หรือกองทรัสต์ (Trust)ที่นําเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคาร สํานักงานคลังสินค้า ศูนย์การค้า หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนหลักจากค่าเช่าในรูปเงินปันผล • Infrastructure Fund หรือกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า ท่าเรือ โรงไฟฟ้า หรือระบบสาธารณูปโภค รายได้มักมาจากค่าบริการหรือสัญญาระยะยาวจึงมีความสม่ำเสมอ • Global Infrastructure หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น พลังงาน น้ำ ระบบขนส่ง หรือสาธารณูปโภคระดับประเทศ ช่วยกระจายความเสี่ยงข้ามประเทศและเพิ่มเสถียรภาพให้พอร์ต 4.Strategic Asset Allocation คือการวางสัดส่วนการลงทุนหลักในแบบที่ตั้งใจถือยาว เป็นโครงสร้างพื้นฐานของพอร์ตที่ออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และบริบทของผู้ลงทุน พอร์ตลักษณะนี้ไม่จําเป็นต้องปรับบ่อย เป็นการประคองพอร์ตให้เดินไปตามแผน หลายคนเลือกใช้เฉพาะ Strategic โดยไม่ทำ Tactical เลยเพราะไม่มั่นใจว่าการปรับพอร์ตระยะสั้นจะทำถูกหรือผิด และตระหนักดีว่าทุกการขยับพอร์ตมีต้นทุนทั้งค่าธรรมเนียมและต้นทุนทางอารมณ์ หากออกแบบ Strategic มาดีแล้ว ผู้ลงทุนบางคนแทบไม่ต้องเปิดดูพอร์ตเป็นเดือน หรือบางรายดูเพียงปีละครั้ง เพราะมั่นใจในโครงสร้างและไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนรายวัน 5.ในทางตรงกันข้าม Tactical Asset Allocation คือการปรับน้ำหนักพอร์ตระยะสั้นตามมุมมองต่อภาวะตลาด เป็นการเอียงออกจาก Strategic เดิมไปยังสินทรัพย์ที่คิดว่ามีแต้มต่อในช่วงนั้น แต่ว่า Tactical มีต้นทุนสูงทั้งค่าธรรมเนียมและต้นทุนทางจิตใจ เพราะเมื่อมีการลงมือปรับพอร์ต นักลงทุนจะเริ่มจับตาตลาดมากขึ้น ลุ้นผลลัพธ์มากขึ้น และเกิดความลังเลตามมา 6.บางคนใส่ REITs เข้ามาเพียงเพราะต้องการให้พอร์ตดูครบ แต่ไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริง เมื่อถึงปีที่ตลาดหุ้นดี หุ้นปรับตัวขึ้นแรง แต่ REITs ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจ ขณะเดียวกันในปีที่ตลาดแย่หุ้นปรับตัวลงแรง REITs แม้จะลงน้อยกว่า แต่ก็ยังติดลบอยู่ดี จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า “เราใส่สินทรัพย์นี้เข้ามาทำไม?” 7.หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของสินทรัพย์ แต่อยู่ที่การไม่เข้าใจ“หน้าที่” ของสินทรัพย์ หากเป้าหมายของ REITs คือการเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่ตราสารหนี้ และทำหน้าที่รองรับเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเงินกำลังมองหาสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสด เหตุการณ์นั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นในบางช่วงเวลา ทำให้ผลการดำเนินงานดูไม่โดดเด่น แต่เมื่อถึงจังหวะที่บทบาทนั้นถูกเรียกใช้ สินทรัพย์ก็จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างชัดเจน 8.หุ้นไทยก็ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกตัว อาจเลือกลงทุนใน “DR (Depositary Receipt)” หรือ “ตราสารที่อ้างอิงหุ้นต่างประเทศ’เป็นทางออก ซึ่งซื้อขายเป็นเงินบาท อยู่ในระบบของไทย และไม่ต้องจัดการเรื่องโอนเงินหรือภาษีให้ซับซ้อน"เพราะยังสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศคุณภาพดีได้ เป็นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ซื้อขายได้ผ่านระบบตลาดทุนไทย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้คัดกรองหุ้นมาให้แล้วว่าเป็นหุ้นต่างประเทศที่มีคุณภาพ ผ่านการพิจารณาทั้งงบการเงิน พื้นฐานธุรกิจและความเหมาะสมในการเสนอขาย เพราะหากเลือกหุ้นที่ไม่มีคุณภาพสุดท้ายย่อมกระทบทั้งนักลงทุนและผู้ออก DR เอง อีกเหตุผลสำคัญคือความสะดวกในการบริหารพอร์ต เพราะการลงทุนผ่าน DR ช่วยลดความยุ่งยากเรื่องภาษีและการแปลงค่าเงิน นักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าควรแปลงเงินดอลลาร์กลับมาเมื่อไร ค่าเงินจะผันผวนอย่างไร หรือจะต้องจัดการภาษีจากรายได้ต่างประเทศในรูปแบบใด ทุกอย่างสามารถซื้อขายและบริหารได้อย่างชัดเจนภายในระบบตลาดทุนไทย 9.เงินออม คือเงินที่มีหน้าที่ “ลดความเสี่ยง เป็นการตั้งคําถามกับตัวเองว่าวันนี้ชีวิตเรามีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน เหตุฉุกเฉิน หรืออนาคตที่ยังคาดเดาไม่ได้ และเราจะใช้เงินก้อนนี้มาลดความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างไร 10.ขณะที่การลงทุนคือการทําตรงกันข้าม นั่นคือการนําเงินไปเผชิญ ความไม่แน่นอน เพิ่มความเสี่ยงโดยตั้งใจ เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้าง ผลตอบแทนที่สูงขึ้น“ถ้าพูดถึงการมีเงินใช้ไปได้ตลอดชีวิต สิ่งแรกที่ต้องทําให้ได้ก่อนคือ มีรายได้ที่เพียงพอกับการใช้ชีวิต รู้ให้ชัดว่าค่าใช้จ่ายพื้นฐานของเรามีเท่าไร แล้วหาเงินมาให้พอ จากนั้นค่อยเริ่มออมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอนาคต เพื่อให้วันที่หาเงินไม่ได้ เรายังอยู่ได้ และเมื่อออมจนมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง แล้ว เงินส่วนที่เกินจากความจําเป็นตรงนั้นแหละถึงค่อยนําไปลงทุน” 11.ในโลกของอสังหาริมทรัพย์มีเพียง 2 เกมเท่านั้นที่ทําเงิน นั่นคือการ “ซื้อเพื่อขาย” และ “ซื้อเพื่อเช่า” ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน การซื้อมา-ขายไปเปรียบเสมือนหมาล่าเนื้อที่ต้องวิ่งหาโอกาสและลงแรงตลอดเวลาเพื่อ ให้ได้เงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าโจทย์คือการมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต ทางเลือกเดียวคือ การสร้างกระแสเงินสดจากการปล่อยเช่า และหัวใจสําคัญของการวางแผนคือการตอบให้ได้ว่า “เราต้องใช้เงินเดือนละเท่าไร” เพราะนั่นคือตัวกําหนด ว่าเราจะต้องหาสินทรัพย์มากเพียงใดเพื่อที่จะผลิตเงินให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย 12.ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการมีเงินใช้เดือนละ 100,000 บาทและสามารถเฟ้นหาทรัพย์สินที่ทําผลตอบแทน (Yield) ได้ 8% ต่อปี นั่น หมายความว่าเราจําเป็นต้องครอบครองอสังหาฯ มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท แต่ถ้าเป้าหมายคือชีวิตที่เรียบง่ายขึ้นด้วยงบเดือนละ 50,000 บาท ทรัพย์สินมูลค่า 7.5 ล้านบาทก็เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานจนทําให้มีเงินใช้ ตลอดชีวิตได้แล้ว 13.“การซื้อมาขายไปอาจทําให้คุณรวยเร็ว แต่มันคือเกมที่หยุดไม่ได้ ถ้าอยากมีเงินใช้ตลอดชีวิต คุณต้องหันมาโฟกัสที่การสร้างระบบเช่าและ คํานวณย้อนกลับจากไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ เพื่อหาว่าอาณาจักรที่คุณต้องสร้างนั้นมีขนาดเท่าไรกันแน่” โดยภาพรวมของเนื้อหาจะไม่ได้ลงลึกถึงวิธีการลงทุน แต่จะให้เห็นภาพใหญ่ของการลงทุน โดยเน้นการออมเพื่อสภาพคล่องในชีวิตส่วนตัวก่อน จึงค่อยนำเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ นำมาลงทุนเพื่อรอรับผลตอบแทน ครีเอเตอร์จึงได้เรียนรู้สิ่งที่เคยได้รู้และสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน แม้แผนการจัดสรร Asset Allocation แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมีเงินออมเสมอ ทำให้สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องรีบเร่งผลตอบแทน สามารถคิดอย่างชาญฉลาด ใจเย็น และเฉียบขาด ไม่ต้องเปลี่ยนแผนบ่อยเกินไป เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ DARKSIDE ตลาดหุ้นไทย รีวิวหนังสือ เริ่มต้นลงทุนหุ้นด้วยตัวเอง ฉบับมือใหม่ รีวิวหนังสือ THE RULES OF WEALTH ปิดประตูใส่หน้าความจน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !