โควิดทำพิษ! เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม ทำธุรกิจเจ๊งทุกอย่าง เตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ (มีคลิป)

โควิดทำพิษ! เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม ทำธุรกิจเจ๊งทุกอย่าง เตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ (มีคลิป)
Entertainment Report_2
22 มิ.ย. 64
66

ข่าวบันเทิงวันนี้

ชีวิตจริงของนักแสดงตลกที่เธอสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนที่ได้เห็น สำหรับ "เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม" ที่ได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 เธอได้เล่าว่าจริง ๆ แล้วชีวิตจริงไม่ได้ตลกเลยแถมยังมีแต่น้ำตาเพราะการลงทุนกับธุรกิจที่คิดว่าดี คิดว่าใช่จะพาให้ครอบครัวสบาย ทำเงินได้ดี แต่สุดท้ายกลับล้มไม่เป็นท่าจนตัวเองสติหลุดจนต้องเข้า วัดบวชเพื่อเรียกสติ พร้อมเผยย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ

ต้องบอกว่า เห็ดเผาะ เป็นนักแสดงตลกอีกคนที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมากไปไหนต่อไหนคนมักจะเข้าใจว่า เห็ดเผาะ คือ ผู้หญิงตลก ๆ เสียงพูดไม่ชัด ๆ แล้วตาเหล่ ๆ
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : นั่นเป็นคาแรกเตอร์ค่ะ ที่เกิดจากซิตคอมเรื่องหนึ่งที่ไปแสดงแล้วนักแสดงในบทที่เราได้รับต้องมีลักษณะประมาณนั้น

ขอบคุณคลิปจากรายการ ต้มยำอมรินทร์

แต่พอมีโควิดเข้ามาคือ งานทุกอย่างหยุดเลยใช่ไหม
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : มันก็หยุดทุกอย่างเลยค่ะ ชีวิตของเราพอเจอคนร่วมงาน หรือญาติ หรือคนรู้จักเขาก็จะถามเราว่า เห็ดเผาะ เป็นยังไงบ้างเราไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเลยค่ะ เราก็ตอบว่าเป็นเหมือนพี่นั่นแหละ แต่บังเอิญคือ เราไปดวงไม่ดีด้วยมันเลยเพิ่มความซวยขึ้นไปอีก เกี่ยวกับการทำธุรกิจของเราด้วยซึ่งเราเริ่มทำเลยคือ เปิดมินิมาร์ทที่สวนผักตอนนั้นมันเป็น อพาร์ทเม้นท์ ของคนที่เรารู้จักเราไปดูทำเลแล้วรู้สึกว่าโอเคเราเลยถามเขาว่าเราเปิดได้ไหมค่าเช่าประมาณเดือนละ 6,000 บาท ช่วงแรก ๆ ที่เปิดเราไปขายเองเลยขายดีเลยนะคะ ช่วงเช้าขายดีมากที่สุด กลางวันจะนิ่ง ๆ หน่อย ส่วนเสาร์ อาทิตย์ คือเคยขายได้เป็นหลักหมื่น แต่มันก็เป็นดวงพอเราข่ายของตรงนี้ ก็จะมีงานเข้ามาให้ไปทำเพราะตอนนั้นคาเฟ่ยังเปิดอยู่ (เปิดแบบปลาย ๆ พระราม 9 แล้ว) เราก็ให้ลูกดูบ้าง หลานดูบ้าง จากที่เราขายได้วันละ 6-7 พันบาท กลับมาขายได้วันละ 300 บาท เพราะว่าเด็กไม่ได้ใส่ใจก็เจ๊งไป แล้วพอหลังจากนั้นเราก็มีความรู้สึกว่าอยากเปิดร้านขายสเต็กพอเราได้เงินมาก็เปิดเราก็ตั้งชื่อร้านว่า สเต็กเห็ดเผาะ คนไม่เข้าร้านเลยเพราะว่าคนเขาเข้าใจผิดว่าสเต็กใส่อะไร ถึงขนาดที่บางคนเข้ามาถามว่าเห็ดมันสามารถมาทำสเต็กได้เหรอ แล้วพ่อถั่วแระ เขาก็มาทักเราว่าทำไมเราไม่เอารูปตัวเอง ขึ้นโชว์ที่ร้านเราก็ไปทำตามก็มีคนรู้จักก็เข้ามาทานที่ร้าน แล้วแฟนเราก็เป็นคนทำแล้วก็มีอันต้องไปทำงานอีกเราก็ให้พี่ป้าน้าอามาอยู่ที่ร้านช่วยก็เละอีก พอเรากลับมาจากทำงาน
มาที่ร้านลูกค้าก็มาบอกเราว่ารสชาติที่เขาเคยกินไม่ใช่แบบนี้ แล้วก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย เราทำมาทุกอย่างเลยค่ะ มินิมาร์ท ร้านสเต็ก ปลาเผา ร้านนวด เจ๊งหมดเลย เพราะเราไม่ได้คุมเองด้วย และ โควิดเข้ามาด้วย ซึ่งการทำธุรกิจของเราพอทำไปทำมากลายเป็นหนี้เลย

เห็นบอกว่าโดนยึดรถ ยึดบ้าน เพราะเกิดขึ้นจุดที่ไม่มีจะผ่อนจริง ๆ
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : ไม่มีเลยค่ะ ตอนแรกที่เราทำธุรกิจคือ ไม่ได้มีการกู้เลย แต่หลัง ๆ มาคือเริ่มที่จะมีการกู้ เพราะอย่างตอนแรกเราทำงานได้เงินมาเอาไปลงทุนแต่พอเรายิ่งลงทุนยิ่งจมลงไปเราก็ยิ่งเอาเงินไปถมที่จมลงเพื่อให้มันอยู่ได้ แล้วก็มีธุรกิจอีกตัวที่ทำคือเราไปรับมาแล้วก็มาปล่อยต่อเพื่อจะเอากำไรแต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
มันกลายเป็นดินพอกหางหมู พอสินค้าที่เรารับมาส่งมาไม่ได้เพราะว่ามันมาจากต่างประเทศใช่ไหมคะ พอมาไม่ได้เรากลายเป็นหนี้เลยเราต้องรับผิดชอบจากมีเงินซัพพอร์ตกลับกลายเป็นไม่มีไปเลยเราก็ต้องขายโน้น ขายนี่ยอมให้เขาเอารถไปขายจนหมดแล้วเหลือเงินอยู่หลักหมื่นก็ไปซื้อรถคันหนึ่งมาไว้ใช้ ก็มาถึงจุดพีคมาก ๆ เลยคือเหลือคันนี้คันเดียวแล้วช่วงที่เรามาอัดรายการคือไปขัยรถชนหกล้ออีกแล้วรถคันนี้ที่เราขับไม่มีประกันด้วย กลับต้องไปเสียเงินให้กับคู่กรณีอีก ที่เล่ามาทั้งหมดคือแค่ย่อๆนะคะ แต่รายเอียดคือหลายอย่างมาก

คือ ชีวิตของ เห็ดเผาะ ถ้าประคับประคองคนเดียวยังโอเค แต่เห็ดเผาะ ต้องประคับประคองทั้งครอบครัว จนเราป่วยเป็นซึมเศร้า ไบโพลาร์
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : ตอนแรกที่เราป่วยหรือเปล่า เพราะว่าเราเล่นตลกมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ แล้วเราก็ไปเล่นกิเล แล้วก็กลับมาเล่นตลกต่อเราเหมือนกับว่ามีอารมณ์แปรปรวนหัวร้อนง่ายตอนนั้นเราก็คิดว่าคงเป็นอารมณ์ของผู้หญิงที่ต้องรับมือทุกสิ่งทุกอย่างเองหรือเปล่า จนกระทั่งมาวันหนึ่งที่คนพูดแล้วเรารู้สึกว่าผิดใจไม่ได้เลยแล้วคือมีวันหนึ่งที่แฟนมาพูดเกี่ยวกับเรื่องร้านเรื่องอะไร (ซึ่งก่อนหน้านี้มีซินแสเขาก็ทักเราแล้วว่าเราไม่ได้มีดวงเกิดมาเพื่อเป็นแม่ค้า คุณเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง คุณควรมูฟทุกอย่างกลับคืนให้หมดเถอะเพราะไม่งั้นทุกอย่างจะเจ๊ง) ซึ่งพอเราถูกทักเราก็ยังไม่เชื่อ แล้วประกอบกับแฟนก็อยากให้เราหยุดเขาก็มาบอกเราก็กลับกลายเป็นทะเลาะกันแต่ทุกครั้งที่ทะเลาะ
หรืออะไรแบบนี้แฟนจะหยุดแล้วยอมไป แต่วันนั้นเขาพูดแค่ว่า เธอไม่ฟังฉันเลย คือสติเราหลุดไปเลยไปกระชากเอาราวเหล็กที่ใช้สำหรับแขวนตู้เสื้อผ้าออกมาแล้วก็ใช้ท่อนเหล็กตีแฟนทุกอย่างที่ทำได้คือเสี้ยววินาทีเลยค่ะ แต่พอรู้สึกตัวเรายืนอึ้งกับสิ่งที่เราทำลงไปแล้วเราก็พยายามเดินออกไปวนถามตัวเองว่าเราทำอะไรลงไปแล้วก็ก้มกราบแฟนขอโทษในสิ่งที่เราทำกับเขาลงไปขอโทษเขาทั้งคืนเลยวันนั้น แต่เขานิ่งจนแบบเราไม่รู้จะทำยังไงเราก็เข้าไปในห้องพระ กราบพ่อแก่ตั้งจิตว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำไมครอบครัวถึงเป็นแบบนี้มันอาจจะเป็นวิบากกรรมหรือเปล่า หรือ จะเป็นทุกสิ่งที่เราได้ผิดครุบาอาจารย์หรือเปล่าเพราะเราไม่ได้ไหว้ครูเลย แต่เพราะว่าเราก็เจอวิกฤตแบบนี้ก็ไหว้ครูต้องใช้เงินเยอะซึ่งไม่ได้ต้องจัดใหญ่ก็ได้แต่ต้องใช้เงินและสิ่งที่ทำละเอียดอ่อนมาก แล้วหลังจากนั้นเราก็โกนผมเลยแล้วเราก็ทำคลิปขอโทษทุกคน ขอโทษครอบครัวขอโทษที่เป็นแบบนี้ตอนนั้นเหมือนสติเราหลุดไปแล้ว แต่พอ พี่กบ เขามาเจอเขาก็บอกเราว่าไม่เป็นไรตั้งสตินะ มันอาจจะเป็นวิบากกรรมหรืออะไรก็ตามยังไงก็โกนหัวแล้วไปบวชเลยส่วนตัวแฟนเขาก็ไปบวชพระ ตอนนั้นบวชอยู่ประมาณ 19 วัน

แต่เพราะชีวิตยังมีลมหายใจ เห็ดเผาะ ก็ไม่ถอยสู้ แต่สู้ครั้งนี้ขอไปสู้ที่อเมริกาเกิดอะไรขึ้น เพราะคิดจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกาเลย
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : มันเป็นสภาวะที่ไม่ไหวแล้ว คือ ไม่ไหวจริง ๆ คือเรามีลูกชาย 2 คน ลูกผู้หญิงหนึ่งคน คือตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย เหมือนครอบครัวมันกระจายไปหมดเหมือนมีแค่เราสองคนพ่อแม่แล้วก็หลานอีกคน แล้วพอดีมีพี่ตาล พี่เขาทักมาจาก เม็กซิโก (น้ำตาไหล) เขาก็บอกว่าเขาเห็นเรามีปัญหาครอบครัวเยอะมากเลยเขาก็บอกเราว่ามาหาพี่ไหมมาพักผ่อนกับพี่อย่างน้อยก็ยังได้พักสติพักสมองอยากทำอะไรก็ทำ เพราะพี่ตาล เขาชวนให้เราไปทำอยู่ที่ร้านไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใครให้อยู่กับเขาเลยตัดสินใจว่าจะไปก็มีเรา แฟน แล้วก็ลูกคนเล็กไปด้วยกัน เราจะไปกันคือ สิ้นเดือนนี้ค่ะ

เห็ดเผาะ อยากจะบอกอะไรกับคนที่เจอภาวะหนักหน่วงเหมือนเราบ้าง
เห็ดเผาะ เชิญยิ้ม : อย่างเดียวเลยที่จะอยู่ได้จะอยู่รอด คือ ต้องไม่ท้อ ต้องมีสติที่จะสู้มัน คือร้องไห้ได้เหนื่อยไม่ไหวอยากร้อง ร้องเลยค่ะ ร้องให้เต็มเพราะนี่มันคือการลงทุนของเราและเราได้ทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ไปต่อเพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเราร้องไห้ขนาดไหนแต่เราไม่ไปต่อ ก็ไม่มีใครสามารถมาดึงมือเราให้เดินต่อได้นอกจากตัวของเราเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :