นับถอยหลังอีกเพียงประมาณ 8 เดือน ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์รวมซุปเปอร์ฮีโร่แห่งปีอย่าง Avengers: Doomsday ก็กำลังจะได้เข้าฉายสู่สายตาของผู้ชมและแฟน ๆ ทั่วโลก แน่นอนว่า หลังจากจบมหากาพย์สงครามระดับจักรวาลใน Avengers: Endgame (2019) และเหตุการณ์ต่อเนื่องใน Spider-Man: Far From Home (2019) จักรวาลภาพยนตร์ Marvel Cinematic Universe (MCU) ก็ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของมหากาพย์ใหม่ที่เต็มไปด้วยแนวคิดและทิศทางการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน และหนึ่งในแกนสำคัญที่ถูกนำมาใช้ คือ แนวคิดของ "พหุจักรวาล" (Multiverse) ที่ซึ่งเปิดโอกาสให้เรื่องราวสามารถขยายขอบเขตออกไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของเส้นเวลาเดิม และในขณะเดียวกัน ก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของเรื่องราวที่กำลังจะถูกถ่ายทอดใน Avengers: Doomsday ด้วยเหตุนี้ Avengers: Doomsday จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์รวมทีมฮีโร่ครั้งสำคัญอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเป็น "จุดศูนย์กลาง" และ "จุดเปลี่ยน" ของเหตุการณ์ขนาดใหญ่ ที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวจากหลากหลายเส้นเวลาและตัวละครเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งกำหนดทิศทางใหม่ให้กับจักรวาล MCU ในอนาคต บทความชุด "Road to Doomsday" จะพาผู้อ่านย้อนสำรวจองค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งในแง่ของโครงสร้างเรื่องราว ตัวละคร และเหตุการณ์ที่อาจส่งผลโดยตรงต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ Doomsday และในพาร์ทนี้… สงครามของพหุจักรวาล... มันกำลังจะเริ่มขึ้น! แนวคิดของ "พหุจักรวาล" | The Concept of "The Multiverse" "The Multiverse... is a concept about which we know frighteningly little." (พหุจักรวาล...สิ่งที่เรารู้จักมันน้อยมากจนน่ากลัว) - Doctor Strange - ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2019 หลังจากภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในมหากาพย์สงครามแห่งอัญมณี "The Infinity Saga" ออกฉายอย่าง Spider-Man: Far From Home (2019) จักรวาล MCU ที่กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของความสำเร็จก็ได้เริ่มเผชิญหน้ากับคำถามสำคัญจากทั้งผู้ชมและแฟน ๆ ทั่วโลกว่า "แล้วเรื่องราวของเหล่าฮีโร่ในจักรวาล MCU จะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด?" เมื่อการหายไปของมหาวารร้ายมันม่วงอย่าง Thanos (Josh Brolin) และอัญมณีพลังสูงสุดระดับจักรวาล Infinity Stone ทำให้โครงสร้างหลักของเรื่องราวที่เคยขับเคลื่อน MCU มาตลอดกว่า 10 ปีได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ แต่แล้วคำตอบของคำถามนั้นก็เริ่มชัดเจนขึ้นในงาน San Diego Comic-Con 2022 เมื่อประธานของ Marvel Studios อย่าง Kevin Feige ได้ประกาศชื่อมหากาพย์ที่สองของจักรวาล MCU อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ "The Multiverse Saga" อันเป็นแนวทางสำคัญที่จักรวาลกำลังยกระดับความซับซ้อนไปสู่มิติของ "พหุจักรวาล" และกลายเป็นทิศทางใหม่ที่อยู่สูงยิ่งกว่าสงครามระดับจักรวาลในอดีต "พหุจักรวาล" (Multiverse) คือแนวคิดที่อธิบายว่า นอกจากจักรวาลที่เราอาศัยอยู่แล้ว ยังมี "จักรวาลอื่น ๆ" อีกจำนวนมากที่ดำรงอยู่ควบคู่กันไป โดยแต่ละจักรวาลอาจมีเส้นเวลา เหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งเวอร์ชั่นของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป หากว่ากันตามความเป็นจริง แนวคิดของ "พหุจักรวาล" ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่อะไรขนาดนั้น เพราะ เรามักจะรับรู้แนวคิดทำนองนี้ได้จากสื่อบันเทิงหลากหลายประเภท โดยเฉพาะในนิยายแนวไซไฟ–แฟนตาซี และการ์ตูนคอมมิคหลายเล่มที่มักจะนำเสนอโลกหรือจักรวาลทางเลือกที่มีความแตกต่างจากต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป หรือการตีความตัวละครในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงการนำตัวละครในเวอร์ชั่นต่าง ๆ จากหลากหลายจักรวาลมาเผชิญหน้ากัน แต่สิ่งที่ทำให้มหากาพย์บทใหม่ของ MCU มีความโดดเด่นและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก คือ การนำแนวคิด "พหุจักรวาล" มาผสานเข้ากับจักรวาลภาพยนตร์ที่ถูกสร้างและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ ซึ่งนำไปสู่การเปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า "จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อจักรวาล MCU ที่เรารู้จัก เริ่มรับรู้ถึงการมีตัวตนของจักรวาลอื่น" แน่นอนว่า ด้วยแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยขยายขอบเขตของการเล่าเรื่องให้กว้างไกลยิ่งขึ้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้กับการนำเสนอเรื่องราวและตัวละครใหม่ ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดหรือขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่ได้ถูกวางรากฐานไว้ก่อนหน้า แนะนำ "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" | Introducing "The Sacred Timeline" แม้ว่า Marvel Studios จะเคยสับขาหลอกผู้ชมครั้งใหญ่เกี่ยวกับแนวคิดของ "พหุจักรวาล" มาแล้วในภาพยนตร์ Spider-Man: Far From Home (2019) เมื่อวารร้ายจอมมายา Quentin Beck/Mysterio (Jake Gyllenhaal) อ้างว่าตนนั้นเดินทางมาจากโลกคู่ขนาน Earth-833 ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเฉลยว่าเป็นเพียงคำลวงเพื่อปกปิดแผนการอันชั่วร้ายของเขา จนกระทั่งการมาถึงของซีรีส์วารร้ายขวัญใจผู้ชมอย่าง LOKI (2021–2023) ที่ได้พลิกโฉมความเข้าใจเกี่ยวกับ "พหุจักรวาล" ใหม่ และเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เราเคยรู้จักเกี่ยวกับจักรวาล MCU ในตลอด 10 ปีที่ผ่านมาไปอย่างสิ้นเชิง... "นานมาแล้ว ได้เกิดสงครามระหว่างพหุจักรวาลครั้งใหญ่ขึ้น เส้นเวลานับไม่ถ้วนที่แตกต่างกันต่างเข้าห้ำหั่นกันเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่ง จนเกือบนำไปสู่การล่มสลายของทุกสรรพสิ่ง..." แน่นอนว่า คงยากที่จะปฎิเสธว่า ซีรีส์ LOKI คือ หนึ่งในซีรีส์ที่โดดเด่นที่สุดจากจักรวาล MCU ไม่เพียงเพราะเป็นการหวนคืนสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของวารร้ายที่ทุกคนหลงรักอย่าง Loki (Tom Hiddleston) เท่านั้น แต่เนื้อหาของเรื่องยังทำหน้าที่เสมือนการวางรากฐานสำคัญของแนวคิด "พหุจักรวาล" ได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเปิดตัวแนวคิดใหม่แกะกล่องอย่าง "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" (Sacred Timeline) เส้นเวลาหลักของความเป็นจริงที่ถูกคัดสรรและควบคุมโดยชายผู้คงอยู่ He Who Remains (Jonathan Majors) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายหลังจาก "สงครามระหว่างพหุจักรวาล" อันยิ่งใหญ่—ความขัดแย้งที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง จนต้องมีการจัดระเบียบเส้นเวลาใหม่ให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว…เพื่อคงไว้ซึ่งความสงบสุขของจักรวาล และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "สงครามระหว่างพหุจักรวาล" ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของทุกสรรพสิ่ง He Who Remains จึงได้ก่อตั้งองค์กรควบคุมเส้นเวลาอย่าง Time Variance Authority หรือ TVA ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม และกำจัดเส้นเวลาใหม่ที่เบี่ยงเบนออกจาก "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" โดยเฉพาะเหตุการณ์ผิดปกติที่เรียกว่า "เหตุการณ์เน็กซัส" (Nexus Event) ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการกระทำของเหล่า "ตัวแปร" (Variants)—ตัวตนของเราในเวอร์ชั่นที่แตกต่าง ที่ตัดสินใจแตกต่างไปจากเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ และถ้าหากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที เส้นเวลาใหม่นั้นจะขยายตัวและแตกแขนงออกไป จนก่อให้เกิดภาวะ "พหุจักรวาล" ที่ยากจะควบคุมได้ และอาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง จากแนวคิดที่ถูกเปิดเผยในซีรีส์ LOKI ทำให้เราเข้าใจได้ว่า แท้จริงแล้วจักรวาล MCU ที่เรารู้จักและติดตามมาตลอดกว่า 10 ปีนั้น คือ เรื่องราวที่ดำเนินอยู่บน "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งถูกกำหนดและควบคุมโดยบุคคลเพียงบุคคลเดียว นับเป็นการเปิดเผยความลับครั้งสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งจักรวาล และถ้าหากเราลองพิจารณาให้ลึกลงไปอีกขั้น เราอาจตั้งสมมติฐานได้ว่า แท้จริงแล้ว... "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" อาจไม่ได้มีเพียงแค่เส้นเดียว แต่เป็นเหมือนกลุ่มก้อนของเส้นเวลานับอนันต์ที่ถูกมัดรวมกันและถูกบังคับให้ดำเนินไปสู่จุดหมายเดียวกัน—ผลลัพธ์ที่ He Who Remains ต้องการให้เกิดขึ้น นั่นจึงอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราจึงได้เห็นเหล่า "ตัวแปร" ในเวอร์ชั่นที่หลากหลาย และยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เราตระหนักได้ไม่ต่างจากโลกิว่า He Who Remains ไม่ได้เพียงแค่รักษาความสงบของจักรวาลเท่านั้น…แต่เขากำลัง "ควบคุมทุกความเป็นจริง" ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ การกำเนิดของ "พหุจักรวาล" | Long Ago, There Was A Vast "Multiversal War"... "I've lived through this cycle before. I know how it ends. You have two choices: You kill me and destroy the Sacred Timeline, letting an infinite number of my variants start another multiversal war... or you take over." (ฉันเคยผ่านวังวนนี้มาก่อนแล้ว ฉันรู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร คุณมีสองทางเลือก: คุณฆ่าฉันและทำลายเส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยให้ตัวแปรต่าง ๆ ของฉันจำนวนนับอนันต์เริ่มต้นสงครามระหว่างพหุจักรวาลอีกครั้ง... หรือคุณเข้ามาแทนที่ฉัน) - He Who Remains - จากสมมติฐานข้างต้น เราก็อาจพอจะคาดเดาได้ว่า ในช่วงเวลาที่ He Who Remains และ TVA คอยกำกับดูแล "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" อยู่นั้น ภาวะ "พหุจักรวาล" ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง ทุกจักรวาลทุกเส้นเวลาต่างล้วนดำเนินเรื่องราวไปตามสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ นี่อาจเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ไม่รู้ว่าสั้นหรือยาวนานกี่ปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า He Who Remains สามารถยับยั้งหายนะจากการล่มสลายของทุกจักรวาลได้สำเร็จจริง ๆ—อย่างน้อยก็ภายใต้แผนการที่เขาวางเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อ Sylvie (Sophia Di Martino) ตัวแปรของโลกิจากอีกเส้นเวลา ตัดสินใจสังหารตัวตนของ He Who Remains ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลิกผัน เมื่อผลลัพธ์ที่ตามมา คือ การแตกแขนงของเส้นเวลาใหม่นับอนันต์ แผ่ขยายตัวออกมาจาก "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" และก่อให้เกิดภาวะ "พหุจักรวาล" ขึ้นมา ซึ่งเหตุการณ์นี้เองถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การมีอยู่ของแอนิเมชันซีรีส์ What If...? (2021–2024) ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็นจริงในรูปแบบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเส้นเวลาเดิมที่เราคุ้นเคย แม้ในท้ายที่สุด เส้นเวลาทั้งหมดจะล่มสลายลงตามแผนการของ He Who Remains และโลกิก็กลายเป็นหนึ่งในพยานที่ได้พบเห็นการล่มสลายของทุกสรรพสิ่งเป็นครั้งแรก—กับช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์อันน่าสะพรึงของการไร้ซึ่งการควบคุมเหนือกาลเวลา "ความสงบสุข" กับ "เจตจำนงเสรี" คุณจะเลือกอะไร? แน่นอนว่า ทุกอย่างจะไร้ซึ่งความสำเร็จ หากปราศจากการเสียสละ และในบทสรุปของซีรีส์ LOKI Season 2 (2023) โลกิจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิดเพื่อหยุดยั้งการล่มสลายของทุกความจริง โดยการใช้พลังเวทมนตร์ของตัวเองดึงรั้งเส้นเวลาที่กำลังจะตายเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมส่งพลังชีวิตเข้าไปในเส้นเวลาเหล่านั้น และถักทอพวกมันขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเขาเอง การตัดสินใจครั้งนี้ได้เปลี่ยนเขาจาก "เทพแห่งความหลอกลวง" ไปสู่การเป็น "เทพเจ้าแห่งเรื่องราว" (God of Stories) ผู้ที่คอยรักษาสมดุลและมอบชีวิตให้กับทุกเส้นเวลา เปรียบดั่งศูนย์กลางของ "พหุจักรวาล" พร้อมกับชะตากรรมความโดดเดี่ยวที่เขาเลือกแบกรับไว้เพียงลำพัง เพื่อให้ทุกชีวิตและทุกเรื่องราวยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วย "เจตจำนงเสรี" "I know what kind of god I need to be. For you. For all of us." (ข้ารู้ว่าข้าต้องเป็นเทพแบบไหน เพื่อเจ้า เพื่อเราทุกคน) - Loki - การเปลี่ยนสถานะของโลกิให้กลายเป็น "เทพเจ้าแห่งเรื่องราว" ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดประตูสู่บทบาทสำคัญของเขาในอนาคตเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ประกาศการก่อกำเนิดของ "พหุจักรวาล" ของ Marvel อย่างแท้จริง นั่นหมายความว่า เรื่องราวจากภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชั่นที่ดัดแปลงจาก Marvel Comics ก่อนหน้านี้—แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้จักรวาล MCU โดยตรง—ก็สามารถถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของพหุจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาลไอ้แมงมุม Spider-Man ของ Tobey Maguire และ Andrew Garfield ที่ได้รับการเชื่อมโยงอย่างเป็นทางการใน Spider-Man: No Way Home (2021), จักรวาลนักล่าแวมไพร์ Blade ของ Wesley Snipes ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Marvel ยุคใหม่, ตัวละคร Daredevil และ Elektra เวอร์ชั่นของ Ben Affleck และ Jennifer Garner และแน่นอนที่สุดกับจักรวาลสี่พลังคนกายสิทธิ์ Fantastic Four และมนุษย์กลายพันธุ์ X-Men จาก Fox ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกจักรวาล ทุกเส้นเรื่อง และทุกความเป็นไปได้—ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคตของ Marvel กำลังหลอมรวมกันเป็นแกนกลางสำคัญของมหากาพย์ครั้งใหม่ ที่จะนำไปสู่ "สงครามระหว่างพหุจักรวาล" ซึ่งใกล้จะปะทุขึ้นในไม่ช้า การชนกันของ "พหุจักรวาล" | "Incursion" Will Destroy One or Both Universes Entirely นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของโลกภาพยนตร์ เมื่อ Spider-Man: No Way Home (2021) ได้นำพา Spider-Man ทั้ง 3 เวอร์ชั่น นำโดย Tom Holland, Tobey Maguire และ Andrew Garfield มารวมตัวกันเป็นครั้งแรก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมและแฟน ๆ ทั่วโลก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความประทับใจ แต่ยังตอกย้ำถึงศักยภาพและความยิ่งใหญ่ใน "พหุจักรวาล" ของ Marvel ที่สามารถทลายขีดจำกัดเดิม ๆ และเชื่อมโยงทุกความเป็นไปได้เข้าด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์และน่าติดตามเป็นที่สุด อย่างที่เรารู้กัน มวลแห่งความโกลาหลใน Spider-Man: No Way Home (2021) เกิดขึ้นจากการร่ายคาถาที่ผิดพลาดของ Doctor Strange (Benedict Cumberbatch) จนกลายเป็นเหมือนเครื่องมือเรียกสัญญาณที่ดึงเอาทุกคนในจักรวาลอื่นที่รู้ว่า Peter Parker คือ Spider-Man ให้หลุดเข้ามายังจักรวาลหลัก MCU จนนำไปสู่การปรากฎของรอยร้าวปริศนาเหนือท้องฟ้าที่พร้อมจะฉีกทึ้งจักรวาลออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าหวาดหวั่นว่า... เส้นแบ่งระหว่าง "พหุจักรวาล" นั้นช่างเปราะบางและพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เหล่าฮีโร่ได้ประจักษ์ถึงภัยคุกคามอันเหนือจินตนาการ และเป็นจุดเริ่มต้นของมหันตภัยที่ Doctor Strange จะต้องเผชิญและแบกรับผลกระทบอันใหญ่หลวงที่กำลังจะตามมาใน Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) แม้ "สงครามระหว่างพหุจักรวาล" ในครั้งอดีตกาลจะอุบัติขึ้นจากการห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่า "ตัวแปร" ของ He Who Remains จนนำไปสู่การล่มสลายของทุกสรรพสิ่ง ก่อนการกำเนิดของ "เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์" แต่นั่นก็อาจไม่ใช่เพียงชนวนเหตุเดียวที่ผลักดันให้ทุกจักรวาลเดินหน้าไปสู่จุดจบ เมื่อ Doctor Strange ได้เผชิญกับความจริงอันน่าสะพรึงถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Incursion" หรือการเคลื่อนที่เข้าชนกันของสองจักรวาลที่พร้อมจะทำลายหนึ่งหรือสองจักรวาลไปพร้อมกัน "An Incursion occurs when the boundary between two universes erodes and they collide, destroying one or both entirely." (การพุ่งชนกันของจักรวาล จะเกิดขึ้นเมื่อเส้นแบ่งระหว่างสองจักรวาลเกิดการสึกกร่อนจนทำให้พวกมันเคลื่อนเข้าปะทะกัน และทำลายล้างจักรวาลใดจักรวาลหนึ่ง หรือทั้งสองจักรวาลไปโดยสิ้นเชิง) - Reed Richards/Mr. Fantastic (Earth-838) - อีกทั้งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างจักรวาลเริ่มถดถอยลงกลับไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ไกลตัว แต่เป็นการ "เดินทางข้ามจักรวาล" ของเหล่า "ตัวแปร" ที่ทิ้งรอยเท้าเอาไว้ในจักรวาลต่าง ๆ ยิ่งย้ำเตือนให้แก่เหล่าผู้พิทักษ์แห่งโลกว่า... ความพินาศของจักรวาลนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคาดคิด "Stephen, your presence here is a footprint. The larger the footprint, the greater the risk of an Incursion." (สตีเฟ่น การที่คุณมาปรากฏตัวที่นี่เปรียบเสมือนการทิ้งรอยเท้าเอาไว้ และยิ่งรอยเท้านั้นใหญ่เท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิด Incursion ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น) - Reed Richards/Mr. Fantastic (Earth-838) - แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรากฏการณ์ "Incursion" คือ ภาพสะท้อนของความเปราะบางขั้นสูงสุดใน "พหุจักรวาล" ทุกการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที หรือการก้าวข้ามเส้นแบ่งมิติเพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ภัยพิบัติระดับที่ล้างบางทุกสรรพสิ่ง ซึ่งแน่นอนว่า เหล่าฮีโร่จากทั่วสารทิศในจักรวาล MCU ต่างต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ เพราะเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า... จักรวาลใดกำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน? เส้นตายของหายนะจะมาถึงเมื่อไหร่? ใครจะเป็นมิตรหรือศัตรูในภัยพิบัติครั้งนี้? และเราจะตัดสินใจเช่นไร... หากทางรอดเพียงหนึ่งเดียวเพื่อรักษาจักรวาลของตนเองไว้ คือ การลงมือทำลายล้างอีกจักรวาลหนึ่งให้สิ้นซาก! นี่อาจเป็นบททดสอบทางศีลธรรมครั้งสำคัญสำหรับเหล่าผู้พิทักษ์ที่ต้องตัดสินใจให้รอบคอบท่ามกลางซากปรักหักพังของมิติที่กำลังทลายลงมา ปรากฏการณ์ที่นำจักรวาลไปสู่จุดจบ | A Million Ways For The Universes To Be Collapsed เป็นที่แน่ชัดว่าปรากฏการณ์ "Incursion" จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญใน Avengers: Doomsday อย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าหากเราพิจารณาเบาะแสที่กระจัดกระจายอยู่ในจักรวาล MCU มาตลอดที่ผ่านมา เราก็อาจสังเกตได้ว่า แท้จริงแล้ว...หนทางสู่จุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่งอาจไม่ได้มีเพียงแค่การอุบัติของ "Incursion" เท่านั้น การฝืนโชคชะตาก็คือการทำลายตัวตน... ท่ามกลาง "พหุจักรวาล" ที่ไร้ขอบเขต แอนิเมชั่นซีรีส์เรื่องแรกจาก Marvel Studios อย่าง What If...? (2021-2024) ได้นำเสนอความจริงใหม่ชวนน่าตกใจที่เรียกว่า "จุดสัมบูรณ์ของเวลา" (Absolute Point) หรือโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้แล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าความพยายามจะยิ่งใหญ่มากถึงเพียงใด แต่ทว่าในจักรวาลหนึ่ง Doctor Strange กลับเลือกที่จะใช้พลังอันมหาศาลเพื่อทำลาย "จุดสัมบูรณ์ของเวลา" นี้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมากลับเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด เมื่อการบิดเบือนรากฐานของเส้นเวลาส่งผลให้กฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่งพังทลาย ความเป็นจริงค่อย ๆ แตกสลาย จนท้ายที่สุดจักรวาลทั้งผืนก็ล่มสลายอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าอันเงียบสงัดไร้ที่สิ้นสุด… สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าโชคชะตาใน "พหุจักรวาล" อาจมิใช่เพียงเรื่องของความบังเอิญ หากแต่เป็นหมุดหมายของกาลเวลาที่ถูกร้อยเรียงไว้อย่างแนบแน่น การพยายามเปลี่ยนแปลงอดีตในจุดที่ไม่อาจแตะต้องได้ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งของเส้นเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปลายทางของมันอาจไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนไป แต่คือการที่ความเป็นจริงทั้งหมดถูกลบเลือนออกจากการดำรงอยู่ทั้งหมดไป หนึ่งชีวิตที่จากไป คือ จุดจบของโลกทั้งใบที่ตามมา... อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สามารถชักนำจักรวาลไปสู่การล่มสลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือ การจากไปของ "Anchor Being" หรือตัวตนศูนย์กลางผู้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของจักรวาล ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเส้นด้ายหลักที่ถักทอทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตให้คงรูปอยู่ได้ท่ามกลาง "พหุจักรวาล" อันกว้างใหญ่ เมื่อใดที่ "Anchor Being" ดับสูญ จักรวาลนั้นจะไม่ได้อันตรธานหายไปในทันที แต่จะเริ่มเสื่อมสลายลงอย่างช้า ๆ ราวกับโครงสร้างที่สูญเสียแกนยึดเหนี่ยวไป จนกระทั่งทุกร่องรอยของเส้นเวลาได้เลือนหาย และกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง แน่นอนว่า การมีอยู่ของ "Anchor Being" ยิ่งทวีความซับซ้อนให้กับความเปราะบางของ "พหุจักรวาล" เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ในเส้นเวลาใดเวลาหนึ่ง บางชีวิตมีความหมายต่อความเป็นอยู่ของจักรวาลมากจนกลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนจักรวาลทั้งใบเอาไว้ ดังที่ปรากฏใน Deadpool & Wolverine (2024) เมื่อ "Anchor Being" อย่าง Logan/Wolverine (Hugh Jackman) ดับสูญ ส่งผลให้จักรวาลของ Wade Wilson/Deadpool (Ryan Reynolds) ค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงอย่างช้า ๆ เขาจึงต้องออกเดินทางข้าม "พหุจักรวาล" เพื่อตามหาตัวตายตัวแทนมากอบกู้จักรวาลบ้านเกิดของตนไว้ แม้ภารกิจของเขาจะประสบความสำเร็จ และสามารถหยุดการล่มสลายของจักรวาลเอาไว้ได้ แต่ทว่า การกระทำดังกล่าวกลับทิ้งคำถามสำคัญไว้เบื้องหลังถึงผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสมดุลของ "พหุจักรวาล" เมื่อเรายื่นมือเข้าไปแทรกแซงจักรวาลอื่นมากเกินไป หรือนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่ใหญ่หลวงกว่าและกำลังจะตามมาในไม่ช้า...👀 ท้ายที่สุดแล้ว "พหุจักรวาล" ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของความเป็นไปได้ที่ไร้ที่สิ้นสุดใน MCU หากแต่เป็นโครงสร้างอันเปราะบางที่ถูกยึดโยงไว้ด้วยกฎเกณฑ์อันซับซ้อนบางประการ และยิ่งไปกว่านั้น—มันคือระเบิดเวลาที่เริ่มนับถอยหลังไปแล้วด้วยซ้ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า..."เราจะหยุดยั้งมันได้อย่างไร?" แต่คือ "เมื่อการล่มสลายมิอาจเลี่ยง…แล้วใครจะเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาควบคุมเศษซากที่เหลืออยู่?" และในพาร์ทต่อไป...ชายผู้มีนามว่า Victor von Doom อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของทุกสิ่ง เมื่อเขาสามารถเป็นได้ทั้งผู้ทำลายล้างและผู้กอบกู้ของ "สงครามระหว่างพหุจักรวาล" ครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง… บทความที่เกี่ยวข้อง MCU PHASE 5 [Part Two]: การแก้เกมครั้งใหญ่สู่สงครามจักรวาล MCU PHASE 5 [Part One]: จุดเริ่มต้นของสงครามแห่งมัลติเวิร์ส MCU PHASE 4: เฟสที่กล้าแตกต่าง แต่มากด้วยบทเรียน ขอบคุณข้อมูล และรูปภาพ ข้อมูลจาก Official X Marvel Studios และ ภาพปก จาก Official X Loki ภาพประกอบที่ 1 | ภาพประกอบที่ 2 จาก Official X Marvel Studios ภาพประกอบที่ 3 จาก Official X of Head Writer Michael Waldron ภาพประกอบที่ 4 | ภาพประกอบที่ 5 จาก Official X of VFX Studios TRIXTER VFX ภาพประกอบที่ 6 จาก Official X Marvel Entertainment ภาพประกอบที่ 7 จาก Official X Spider-Man Movie ภาพประกอบที่ 8 จาก Official X of VFX Studios Digital Domain ภาพประกอบที่ 9 จาก Official X Marvel Entertainment ภาพประกอบที่ 10 จาก Official X Deadpool Movie ดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !