รีเซต

"ต้าห์อู๋" จากเด็กโรงงิ้วสู่เวที Eurovision Asia พร้อมเผยถึง "ออฟโรด"

"ต้าห์อู๋" จากเด็กโรงงิ้วสู่เวที Eurovision Asia พร้อมเผยถึง "ออฟโรด"
Waterbee
2 ตุลาคม 2569 ( 15:40 )
25

เปิดใจ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” เผยความรู้สึกผ่านรายการ Woody Talk หลังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Eurovision Asia 2026 เตรียมนำบทเพลงที่บอกเล่าความรู้สึกคิดถึงและอัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสื่อสารบนเวที พร้อมย้อนเล่าความทรงจำวัยเด็กทายาทโรงงิ้วสู้ชีวิตตั้งแต่การเรียนรู้ชีวิตครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย การปรับตัวเข้ากับสังคม ตลอดจนความฝันเรื่องการร้องเพลงที่มุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเองเพื่อเอาชนะคำสบประมาท เผยความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับ “ออฟโรด” ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 

"ต้าห์อู๋" จากเด็กโรงงิ้วสู่เวที Eurovision Asia พร้อมเผยถึง "ออฟโรด"

ความรู้สึกในการเข้าร่วม Project Eurovision Asia ?
ต้าห์อู๋: เพื่อน Mang มาชวนไปแข่งร้องเพลงกันไหมพี่โดมเสนอมา “ไม่เอาแล้วพี่ ผมไม่เอาแล้ว” เขาบอก “ลองไปดู นาน ๆ ไปด้วยกันที” รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน Mang มาจะ 10 ปีแล้ว ร้องเพลงด้วยกันมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ในมหาวิทยาลัย รู้ว่าต้องทำเพลงด้วยก็โอเค “ได้ งั้นเดี๋ยวเราทำเพลงไปกัน” จนวันนั้นที่เจอพี่วู้ดดี้จนเป็นวันเปิดตัว เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้ไปตามดูรายการ Eurovision ใหญ่ขนาดไหน รู้ว่าแข่งรายการประมาณนี้จนกระทั่งเราได้เห็นตัวอย่างรายการ เราก็เลยว้าว เป็นเวทีที่ใหญ่มาก เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ แล้วพอได้เห็นแชมป์ แต่ละครั้งก็คือหลาย ๆ เพลงที่เขาดังมาก็มาจากที่นี่เหมือนกัน

ใหญ่มากของคนยุโรป Eurovision รู้ใช่ไหมว่าคนชนะในอดีตมีใครบ้างที่เรารู้จักกัน ?
ต้าห์อู๋: ตอนนั้นก็บอกพี่แก้มบอกว่า “เซลีน ดิออน (Céline Dion) เราก็แบบจริงเหรอ” และอีกเยอะมากเห็นหลาย ๆ คน 

ถ้าได้เป็นตัวแทนประเทศไทยจะเป็นยังไง ? 
ต้าห์อู๋: เป็นเรื่องของวิธีการสื่อสารของบ้านเรา เพราะว่าในรอบนี้ที่ผมกำลังสร้างสรรค์ผลงานออกมา เราเล่าถึงความคิดถึง ซึ่งผมว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกเคยคิดถึงใครสักคนเคยรักแล้วก็ได้สูญเสียหรือจากกันไปของคนที่รักใครสักคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะเข้าใจได้ แต่เล่าผ่านภาษาของเรา เล่าผ่านวิธีของเรา เล่าผ่านดอกไม้ เล่าผ่านองค์ประกอบเป็นประเทศของเรา กลิ่นแบบนี้ แต่กลายเป็นว่ามีบางอย่างที่ทำให้คนอาจจะมีประสบการณ์ร่วมที่ได้คือเนื้อหา
 

ฝากถึงชาวไทยกับการเป็นตัวแทนการแข่งขัน Eurovision Asia ?
ต้าห์อู๋: ก่อนอื่นต้องขอบคุณแฟน ๆ ทุกคนที่โหวตให้พวกเรา 2 คน ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทย แล้วก็สำหรับแฟน ๆ ที่เป็นชาวไทยทุกคนหรือแม้แต่ชาวต่างชาติเองที่เชียร์พวกเรา ฝากเชียร์พวกเราด้วย จะนำเอกลักษณ์ของเราไปนำเสนอให้ดีที่สุดในบทเพลงนี้เป็นบทเพลงของความคิดถึงของคน 2 คน ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนได้ฟังแล้วอาจจะคิดถึงใครสักคนหนึ่ง ผมก็หวังว่าความคิดถึงก้อนนี้ที่เป็นพลังน้อย ๆ ของพวกเรา 2 คนจะไปจุดติดความคิดถึงของใครหลาย ๆ คนได้ใน Eurovision Asia 

เส้นทางการพัฒนาตนเองและเป้าหมายในอนาคต ?
ต้าห์อู๋: ได้ตกตะกอนตัวเองมาสักพักหนึ่ง เหมือนเราทะลุช่วงสูงสุดมาแล้ว เราเป็นเด็กที่ไม่มีเงิน จน แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้รวยมหาศาล เรามีมากพอที่จะดูคุณแม่ หลาน  อาม่า  ครอบครัวได้ แล้วก็มีธุรกิจเล็ก ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำต่อจากนี้ผ่อนลงเยอะ แต่ก่อนเหมือนเราเหยียบคันเร่งอย่างเดียว อยากจะมีเพลงดัง อยากจะมีงาน อยากจะทำทุกอย่างให้ดี อยากจะสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทุกวันนี้กลายเป็นแค่อยากสนุกกับชีวิต  Project ใหม่เข้ามาเราไม่ได้ขวายหา แต่เราพร้อมจะทำขั้นต่อไป ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ว่าจะเต็มไปด้วยความพร้อม ผมรู้สึกว่าสิ่งที่จะเข้ามาในอนาคตจะสำเร็จไม่สำเร็จ ผม Expect เดียวคือมีความสุขที่ได้ทำไหม ในฐานะศิลปินคนหนึ่งถ้าแค่ยังได้ร้องเพลงอยู่บนเวทีก็เป็นความสุชชองเราแล้ว 

เท่ากับว่าทุกวันนี้เราอยู่ต่อไปทุกอย่างที่เข้ามาก็ถือว่าเป็นโบนัสของชีวิต ?
ต้าห์อู๋: ใช่ครับ ผมอยู่มาแค่ 5-6 ปีเอง แต่ผมก็เห็นเส้นโค้งบางอย่างของงานอะไรแบบนี้ เรากำลังดูว่าแล้วคนที่เขายังอยู่ได้เพราะอะไร เพราะเขารักในสิ่งที่เขาทำ แล้วทำไมถึงรักไม่ได้เขาอาจไม่ได้มองว่าเป็นงานอย่างเดียวแต่คือชีวิตต้องมีความสุขกับมัน ถ้าเราไป Expect มาก ความที่ผมโตมากับ พี่บอย ถกลเกียรติ ด้วยก็เลยถูกสอนว่า อย่าคาดหวังผลลัพธ์มาก เพราะว่าเวลาเราคาดหวังผลลัพธ์ เราจะไปเจออยู่ที่เดียว ไม่มีวันรู้ว่าจริง ๆ แล้ว เราอาจจะไปเจออะไรที่ดีกว่านั้นครับ  


ในวัย 28 คุณวางอะไรบางอย่างได้เร็วมาก ย้อนกลับชีวิตในวัยเด็กและการเติบโตในโรงงิ้วในตอนนั้นเป็นยังไง ?
ต้าห์อู๋: โตมาในโรงงิ้วช่วงนั้นโตมาอยู่ที่ช่วงเด็ก ๆ จนถึงประมาณ ม.2 ม.3 ตั้งแต่เด็กถึงสักประมาณอายุ 12-13 ปี บรรยากาศที่นั่น สนุกสนาน ทำให้เราเจอคนเยอะ ทักษะที่ผมเข้ากับทุกคนได้ง่าย ทุกภาคส่วนตั้งแต่ตอนไปเป็นทหารหรือว่าเจอคนเยอะ ๆ เจอคนในบ้าน เจอคนรวย ทำให้เกิดจากการที่เราเจอคนเยอะ เพราะว่าโรงงิ้วในแต่ละที่ ไปเหนือ ไปใต้ ไปกลางเมือง ไปบ้านนอก ทำให้เราเจอแล้วเราเป็นเด็กที่ว่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำคือออกไปเล่น แล้วเราเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องไปปรับตัวเข้ากับทุก ๆ ที่ ทำให้เรารู้ว่าไปที่ใหม่เราจะมีเพื่อนได้อย่างไร ถ้าเราทำตัวแปลกประหลาด เขาจะเอาเราเป็นเพื่อนไหม ซึ่งแปลกมากที่ผมไปทุกที่แล้วผมมีเพื่อนหมดเลย 


เรื่องราวความยากทางการเงินและการสู้ชีวิตของครอบครัว ?
ต้าห์อู๋: เป็นเจ้าของโรงงิ้วไม่ได้รวยนะครับ คือป๊ากับม้าถ้าเป็นยุคก่อนเป็นเจ้าของโรงงิ้ว ชีวิต Beautiful Romantic มาก ๆ เพราะว่าหม่าม๊าเป็นนางเอกงิ้วมาตั้งแต่เด็ก ส่วนคุณพ่อเป็นจับกัง แล้วเป็นคนจนมาก พ่อขายไอศกรีมหนีมากับโรงงิ้วมาตั้งแต่อายุ 12 จน 14 ปีทำเป็นทุกอย่างในโรงงิ้วก็เป็นคนเก่ง ดีด สี ตี เป่า เรียนภาษาจีนได้หมดมีพรสวรรค์ จนเขาได้แต่งงานกัน กลายเป็นว่ามีเงิน มีบ้าน มีรถ แต่พอมามีเจ้าของโรงงิ้วกลายเป็นว่าคนที่ไม่เคยเป็นเจ้าของ พอได้บริหารยากถึงรู้ว่าจริง ๆ ไม่ได้ง่าย บางทีคนมีเงินอยู่แล้วยังค่อย ๆ ติดลบลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเราดูแลชีวิตคน บางครั้งอยู่กันแบบครอบครัว สมมุติงานจ้าง 100,000 บาท 10 วัน เงินเดือนลูกน้อง 30-40 คน ไหนจะค่าต่าง ๆ ต้นทุนเพิ่มไปเรื่อย ๆ แล้วงานน้อยลงเรื่อย ๆ จากปกติที่ไม่ต้องบริหารเงิน ได้เงินอย่างเดียวกลายเป็นว่าต้องบริหาร 

วิกฤตการณ์หนักสุดในชีวิตช่วงเด็ก ?
ต้าห์อู๋: ผมว่ามีวิกฤตมาตลอด แต่ป๊าไม่เคยปล่อยให้เราไม่มี อย่างค่าเทอมเราก็จะด่วนที่สุดตลอด ในใบที่เขาให้มา เช่น จ่ายรอบนี้ 3,400 บาท แล้วเขาสแตมป์มา ไม่งั้นไม่ได้สอบแล้วนะป๊า อะไรแบบนี้ก็จะเป็นอย่างงั้นมาตลอด แล้วผมว่าวิกฤตรู้สึกมาตลอดว่าบ้านไม่ได้มีเงิน เพราะว่าเราจะคุยกันตลอดเลยนะว่าลำบากครับ 

ได้ฝึกทักษะการร้องเพลงตั้งแต่วัยเด็ก ?
ต้าห์อู๋: ใช่ครับ พี่สาวชอบร้องเพลง พี่ชายจะเป็นสายนักเต้น จะเป็นคู่กันตลอด ห่างกันแค่ 5 ปี แต่กับผมจะห่างกับพี่ชาย 10 ปี ส่วนพี่สาว 15 ปี เราก็จะเป็นเด็กตัวน้อย ๆ ที่เห็นพี่สาวอยู่สัก ม.ปลายแข่งร้องเพลง พี่ชายก็จะเป็นแก๊งที่ไปช่วยเต้นให้ เราก็จะซึมซับมาตลอด บ้านก็จะมีคอมพิวเตอร์เก่า ๆ เครื่องหนึ่งที่มีคาราโอเกะ ช่วงที่อาม่าไม่ดูละครเราก็จะร้องเพลง เพราะช่วงเขาดูละครจะซีเรียส เขาจะต้องนอนน้ำตาไหลตลอดเวลา เราก็ไปเปลี่ยนพลังงานของเครื่องเป็นร้องอย่างอื่นแทน ชอบตะโกนร้องเพลงตอนเด็ก ๆ ชอบร้อง จำได้เลยว่าฟังยังไงก็ร้องครับ 

เพลงที่ร้องในโรงงิ้วช่วงเด็ก ?
ต้าห์อู๋ : เชื่อไหมครับโรงงิ้วไม่เปิดเพลงจีน เขาเปิดเพลงลูกทุ่ง เพลงอีสาน เพราะพี่ๆคนงานส่วนใหญ่ฟังอีสาน ฟังลูกทุ่ง เหมือนเวลาเราไปดูคนทำงาน เขาก็จะเปิดเพลงที่เขาอยากจะฟังกัน เพราะว่าพ่อเราก็จะไปถึง 19:00 น. บางครั้งเราไปอยู่เขาก็จะเปิดผมฟังมาหมดอันนี้แม่น ๆ สุด "ชิเมโจได๋ ชิเมโจได๋" แล้วก็พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ “สวัสดีปีใหม่” Big Ass แต่บ้านผมด้วยความที่ซื้อ น่าจะมีแค่ลิขสิทธิ์ของ Grammy อันนี้ที่บ้าน เพราะว่าที่บ้านก็จะมีคอมพิวเตอร์ในเครื่องนั้น มีเพลงแค่นั้น เราก็จะร้อง "รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง" แล้วจะได้ยินเพลงมาหลากหลาย เพราะพี่สาวเราก็จะร้องเพลงลูกทุ่ง ก็เป็นผลต่อผมเหมือนกัน ที่ชอบเพลงทุกแนวลองเล่นทุกแนว 


ความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับออฟโรด ?
ต้าห์อู๋: ปีนี้เข้าปีที่ 6 แล้ว ใช้คำว่าร่วมชีวิตกันตอนนี้ตั้งแต่แรกคือเราคุยกันเยอะมาก กระทั่งเราเจอกันครั้งแรกตั้งแต่ปรับความเข้าใจจนถึงตอนนี้ เราก็ยังคุยกันอยู่ตลอด ๆ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ในทุก ๆ ปีมีความโตขึ้น มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งตัวน้องวันนั้น ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เราอาจจะยังไม่เข้าใจกัน จนวันหนึ่งเราอาจจะมีความเข้าใจกันแล้ว วันนี้เราอาจจะยังต้องทำความเข้าใจกันไปเรื่อย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือคนที่ใกล้ที่สุดด้วย แรก ๆ เราจะพยายามเรียนรู้เขา คุยกันบ้าง แต่เราจะเรียนรู้เขาว่ายังไงกันแน่ ชอบแบบไหน ทำแบบไหน เราจะช่วยเขาได้ยังไงหรือวิธีไหนดี จนกระทั่งสุดท้ายแล้วกว่าเราจะเข้าใจกัน ผมเป็นแบบนี้ เธอมีวิธีคิดแบบนี้ เรามีวิธีคิดแบบนี้ ใช้เวลาเหมือนกันในมุมการทำงาน ในมุมวิธีการคิดครับ 

ความรู้สึกและการรับฟังกันในความสัมพันธ์ ?
ต้าห์อู๋: คุยกันเรื่องนี้ไม่มีวันจบต้องคอย Update กันเรื่อย ๆสอบถามกันอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้รู้สึกยังไงเป็นไงบ้าง อันนี้จะเป็นคำถามหลัง ๆ แรก ๆ จะคิดอะไรอยู่ เป็นยังไงบ้าง คิดว่ายังไง ตอนนี้ผมรู้วิธีคิดของเขาแล้วก็เรารู้ภูมิหลังของกันและกันมา เขารู้วิธีคิดของเราเข้าใจเหตุผลเขา แต่ที่ถามว่า ตอนนี้รู้สึกยังไง เพราะบางทีเราอยู่ในโลกที่เจออะไรมาก็ค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง บางทีเราแค่อยากให้พูดออกมาเพื่อให้เกิดความสบายใจ เช่น บางอย่างผมกับเขาจะมีบางอย่างที่เหมือนกัน ผมเองก็เป็นคนไม่พูด หมายถึงว่าเก็บ ต่อให้เจอเรื่องอะไรก็ตามแค่รู้สึกว่าจัดการได้หรือบางทีเราหยุดตัวเองออกมา ถ้าปัญหาแก้ไม่ได้เราแค่ออกมา แต่เรารู้ว่าวิธีการแก้ปัญหาคืออะไร แต่สุดท้ายทุกข์ยังตะขิดตะขวงใจอยู่จนกว่าเวลาจะผ่านไป บางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องบางเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ยังเสียใจ เราก็พยายามมองในหลาย ๆ มุม แต่ก็ยังมีความรู้สึกก้อนนั้นอยู่ แต่การที่เราคุยกันถามความรู้สึกกันจะทำให้แบ่งเบาเรื่องพวกนี้ออกมาได้บ้าง 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากออฟโรด ?
ต้าห์อู๋: ค่อนข้างเยอะมากๆ ผมเป็นคนที่ยืดหยุ่นจนเรารู้สึกว่าบางทีเราควรจะต้องมีตบขอบเข้ามาบ้างหรือแม้แต่กระทั่งเขาทำให้เราเป็นคนมี Empathy มากขึ้น เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของมนุษย์เจออะไรมาบ้าง พอเราได้ใช้ชีวิตกับออฟโรด เราใจกว้างในเรื่องที่ใจกว้างก็กว้างมากขึ้นอีก ในเรื่องที่ต้องเข้มงวดก็เข้มงวดมากขึ้นมีหลายเรื่องที่ผมเรียนรู้จากออฟโรดค่อนข้างเยอะแล้วเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ  ครับ 

ติดตามร่วมเชียร์ “ต้าห์อู๋ และ มาง” บนเวทีการแข่งขัน Eurovision Song Contest Asia โดยทั้งสองจะเป็นตัวแทนประเทศไทย ซึ่งจะมีผู้เข้าประกวดทั้งหมด 11 ประเทศ ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้  ณ One Bangkok โดยมี “วู้ดดี้ วุฒิธร และ ซินดี้ สิรินยา” รับหน้าที่พิธีกรพาผู้ชมทั่วโลกเดินทางไปกับค่ำคืนแห่งเสียงเพลง ถ่ายทอดจากกรุงเทพมหานครสู่ผู้ชมทั่วโลก 


สามารถติดตาม WOODY TALK ได้ที่ช่องทาง Podcast : WOODY TALK , Facebook: Woody, Youtube: Woody เวลา 18.00 น. 

คลิกชมย้อนหลัง :  https://www.youtube.com/watch?v=FHASePF8QIg

อ่าน ข่าวบันเทิงวันนี้ ที่เกี่ยวข้อง :