รีเซต

"แอลลี่ อชิรญา" อยากเป็นคนตลก เผยอย่าใช้ชีวิตเปรียบเทียบกับใคร เป็นตัวเองดีที่สุด ใน The Celebrities EP.14

"แอลลี่ อชิรญา" อยากเป็นคนตลก เผยอย่าใช้ชีวิตเปรียบเทียบกับใคร เป็นตัวเองดีที่สุด ใน The Celebrities EP.14
Waterbee
17 ตุลาคม 2569 ( 09:00 )
39

The Celebrities EP.14 : เปิดมุมมองความคิด ชีวิตและความฝันของ "แอลลี่ อชิรญา นิติพน" ศิลปินและนักแสดงสาวมากความสามารถ ที่เลือกเติบโตบนเส้นทางที่เธอชอบ ไม่เคยมองว่าตัวเองดังแล้ว แต่เส้นทางต้องเป็นตัวเอง พร้อมเล่าชีวิต อย่าไปคิดเปรียบเทียบกับใคร เพราะทุกคนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง เล่าถ้าวันนี้ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง อาจเปิดร้านอาหาร ทำคาเฟ่และเขียนเมนูด้วยลายมือตัวเอง โดยมี  "กตัญญู สว่างศรี" เปิดใจเธอผ่านบทสนทนาสบาย ๆ ที่เราจะได้สัมผัสกับ "แอลลี่" สาวน้อยผู้เคยเหนียมอาย ไม่กล้าพูด สู่การเป็นที่รักของใครอีกหลายคน 

The Celebrities EP.14 แอลลี่ อชิรญา

มาพร้อมกับความสดใสในรายการ เสียงกรี๊ดกร๊าดเช่นเคย โดย กตัญญู เอ่ยต้อนรับแอลลี่ อย่างเป็นกันเอง 

แอลลี่ทำอะไรอยู่บ้าง?
"ช่วงนี้จริง ๆ ก็ เพิ่งปล่อยเพลงไป"

ช่วงว่างคิดอะไรต่อ ดูหนัง ฟังเพลง?
"รู้สึกว่าฟังเพลงเยอะมาก ฟังตลอด ทีนี้พอปล่อยเพลงไปต้องคิดคอนเทนต์แล้วว่าต้องทำอย่างไร โปรโมทเพลงส่งเพลงไปถึงฝั่งฝัน คิดงานต่อ ทางอื่นๆไปด้วย ออกอีเวนต์ รายการก็มีบ้าง"

ฝั่งฝัน นี่ย้อนไปที่เริ่มต้นก่อนรู้จักแอลลี่ ฝันอยากเป็นอะไร?
"ถ้าตอนเด็กมาก ๆ เลย ป.1 ชอบวาดเมนูเอง เอากระดาษ A4 มาพับครึ่ง อยากเปิดคาเฟ่ ร้านอาหาร"

มีเมนูอะไรบ้าง?
"ไม่มีอะไรเลย จำได้ว่าทำเมนูทุกวัน ทำทุกวัน กระดาษหายก็ทำทุกวัน ทำทั้งปี ตอนป.1"

ทำไมอยากทำร้านอาหาร คาเฟ่? 
"อยากทำค่ะ โตมาอีกนิดหนึ่งก็อยากเป็นครู ไปโรงเรียนทุกวันเจอแต่ครูไงคะ คิดถึงเรื่องอื่นไม่ได้ในตอนนั้น"

แอลลี่เป็นเด็กอย่างไร? 
"จากสื่อดิจิทัลฟุตปริ้นแล้ว พูดเยอะตอนเด็ก"

เห็นตัวเองในวัยเด็กอย่างไร? 
"ไม่กล้าดูเลย ขึ้นฟีดจะปัดเลย กดไม่สนใจเลย กด  not interested ไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น อายมาก พอเรากลับไปดูตัวเราตอนเด็ก เด็กก็พูดไปเรื่อย เอเนอจี้มากมาย พอเราดูตอนนั้นแอบเขิน อายด้วย พูดไปเรื่อยจริง ๆ"

ตอนนี้ไปดูแล้วรู้สึกอย่างไร?
"อาจจะ interested นิดหน่อย"

ซนมั้ยตอนเด็ก?
"ซนไม่เเยอะ คุถพ่อคุณแม่จะสอนมาว่าคิดอะไรก็ให้กล้าพูดกล้าทำกับสิ่งนั้น แต่ตอนนั้นก็กล้ามาก ๆ ประมาณหนึ่ง"

ใครมีอิทธิพลและส่งผลให้เรามาทางศิลปิน? 
"จริง ๆ หนุว่ากลับไปคิดเมมโมรี่ตอนวัยเด็ก มันจะสปาร์กขึ้นมา ก็จะตอบว่าไปดูคอนเสิร์ตตอนเด็ก ๆ เห็นคุณพ่อแล้วอยากเป็นศิลปิน เหมือนทุกอย่างในชีวิตหนูเชพเป็นแบบนี้ พึ่งจำได้ว่ามีวิชาดนตรีตอนช่วงป.1-ป.6 อยากเป็นครูคนนั้นมาก อยากเป็นครูคนนั้นมาก แต่เล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลย เขาใส่รองเท้าส้นสูง กระโปรงยาว ไม่เกี่ยวกับดนตรีเลย ครูคนนี้มีอิทธิพลจริง ๆ แฟชั่นสวยจัง (หัวเราะ) อยากแต่งตัวแบบครูคนนั้น แล้วเขาใจดีมาก ชอบที่สุดเลย เปิดหนังให้ดูบ้างบางครั้ง"

เขาเปิดเรื่องอะไรให้ดู ?
"ด้วยความที่โรงเรียนหนูเป็นคริสเตียนอะค่ะ ก็จะเปิด เรื่องเล่าพระเยซู สนุกมากนะ ไปดูกันได้ ครูเค้าแต่งตัวดี มีพรมหนา ๆ  แล้วเวลารองเท้าส้นสูงกระทบกับพรมมันยวบลงไปในพรม ลึกมั้ยลึกนะ ไม่เก็ตอีก (ยิ้ม)"

อยากเป็นศิลปินเพราะส้นสูงจุ่มลงไปในพรมเหรอ?
"(หัวเราะ) ไมเคยแชร์ นี่ครั้งแรก มันรู้สึกว่าดูแล้วดีจัง แล้วรองเท้าส้นสูงมันไม่ได้อยู่กับเท้า ไม่มีสายรัดกับเท้า ไม่มีใครเก็ต ลึกมาก หนูอาย มันลึกมากกับสิ่งที่คิด"

มันส่งมาให้เป็นศิลปินอย่างไรอะ?
"ก็ชอบภาพนั้นก็ได้ร้องเพลงอะไรก็ได้ร้อง สู้ตายกับการร้องเลพงมาก ครูสอนเล่นที่เป่าขลุ่ย ฟีลนั้น เรียนอันนั้นด้วย พอโตมาเจอกับคนที่เล่นดนตรี ไปคอนเสิร์ตบ่อย"

จุดเริ่มต้นที่เช้ามาเป็นศิลปิน วันแรกคือโมเมนต์ไหนอะ?
"แม่เป็นคนเดียวที่เข้าใจเรื่องนี้ แม่รู้ว่าครูคนไหน หนูเล่าตั้งแต่เด็ก ส้นสูงกับกระโปรงยาวมันใช่จริง ๆ ตอนนี้ทุกวันนี้ยังไม่รู้สึกว่าเป็นศิลปินเลย ก็มีร้องเพลง การแสดงบ้าง ก็รู้ว่าเป้นอาชีพ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราคือศิลปินตัวท็อปอะไรแบบนี้ มันไม่ได้แบบนั้น ไม่ได้ Success ทุกสิ่งที่ว่าเราทำได้ รู้ว่าทำได้ แต่ทำได้มากกว่านี้ ไม่ได้มองว่าตัวเองถึงจุดนี้แล้วนะ"

ตั้งเป้าไว้แค่ไหน อย่างไร ที่จะไปให้ถึง?
"เป้าหมายเยอะมาก ๆ ค่ะ ไม่กล้าพูดออกมาเฉย ๆ (แต่เรื่องพรมพูดได้) ก็มันไม่จริงจังไง จริง ๆ ภาพเราชัดมากเกี่ยวกับตัวเองรู้ว่าต้องการอะไรในชีวิต คอนเซ็ปต์แบบนี้ เพลงแบนี้ การเดินทางตัวเองชัดมาก แต่ไม่ชอบพูดออกมา บางทีภาพของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนมองว่า successful แล้วนี่ หนูรู้สึกว่าบางทีไม่ชอบอธิบาย แต่ชอบก็จะเข้าใจเอง"

ภาพชัดเหล่านี้คืออย่างไร?
"อาจจะเป็นเพราะยังไม่ใช่ตัวเอง มันไม่ใช่ตัวเรา มันฝืนมาก ทำไปก็ไม่มีความสุข ไม่ว่ามันจะ successful แค่ไหน ก็อาจจะทำไปแบบนั้น ไม่เต็มใจที่จะทำ มองเป็นสองอย่าง อันหนึ่งไม่ใช่ตัวเราเลยแต่ดังมาก เราเลือกอีกอย่างหนึ่งดีกว่า แต่สบายใจกว่า สบายใจที่จะทำคนดูก็รู้ว่าอันนี้มีความสุขกับสิ่งนี้จริง ๆ อยากเป็นตัวเอง เช่นการแต่งตัวขึ้นเวที อะไรที่ส่งผลภาพเราว่าเราเป็นอย่างไร ก็ให้ใส่ใจกับสิ่งนั้น"

ทุกวันนี้มีบทเรียนอะไรที่สอน และส่งผลกับเราในแวดวงบันเทิง ใครสอนเรา บทเรียนไหนที่ใช้ได้?
"บทเรียนที่ได้จากการทำสิ่งนี้มาเรื่อย ๆ ค่ะ อย่าเอาตัวเองไปวัดกับใครเพราะว่ามันอาจจะฟังว่าใคร ๆ ก็พูด แต่มันทำยากมากเลยนะ (ซึ่งบางทีมันเผลอนะ) ไม่ได้เผลอนะ ตั้งใจทำ ตั้งใจวัดเลย ทำไมคนนี้ ไปนั่นไปนี่ มันเป็นทุกออาชีพ สิ่งที่คนอื่นทำ คนนี้ชีวิตดีจังเลย เห็นแต่ในโซเชียลมีเดีย เราก็อาจจะลืมไปว่า คนอื่นก็อาจมองเราแล้วรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน คนเรามีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน การที่เราไปคาดหวังที่ได้เหมือนคนอื่น มันเสียเวลา เราก็มีเส้นทางของตัอวอง ถ้าโฟกัสได้ ทำให้เรามั่นใจ เราเชื่อมั่นในตัวเอง"

เอามาตรวัดตัวเองกับคนอื่นอย่างไร?
"มันไม่มีช่วงพีคของเรา ไม่่มีผลงานอะไรก็คิด สิ่งที่หนูทำได้ก็คิดว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรมาบ้าง จุดพีคเราก็มีอะไรหลายอย่างที่เราภูมิใจ เราจะวัดแบบพึ่งปล่อยเพลงไป มานั่งมองเพลงคนอื่นเป็นอย่างไรบ้างมันจะทำให้เราไม่มีใจในการทำต่อ เชื่อมั่นใจสั่งที่ตัวเองทำมา ดันให้ตัวเองไปให้ไกลขึ้น คนอื่นจะทำอะไรไปดีก็ยินดีด้วย ก็ยินดีกับเขาในเส้นทางเขา คิดถึงเอนเนอจี้ดี ๆ คนก็เราใครก็อยาก success สุดแหละ จุดสูงสุด แต่ต้องไม่ลืมว่าอย่าเอาชีวิตเราไปวัด เราผ่านอะไรมาตั้งเยอะ มากกว่าเรื่องราวที่พีค ๆ มันมีเรื่อย ๆ ไปบ้าง จุดต่ำสุดก็แบบตกต่ำก็เสียใจ ผิดหวังก็อยุ่่กับมัน ความรู้สึกที่มันไม่ได้มาบ่อย ๆ ในเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นมาแล้วก็สอนอะไรมาก ไม่ต้องเศร้า เสียดาย ได้เติบโตมาจากนั้นด้วย"

วันแรกที่ทำงานในวงการ เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากน้อยแค่ไหน?
"หนูว่าสิ่งที่เปลียนคือความกล้ามั้งคะ ช่วงเดบิวต์มาไม่กล้าเลย นั่งสัมภาษณ์ก็ตอบแค่ว่าค่ะ ไม่ชอบค่ะ ขี้อายมาก กังวล ตอนนั้นกลัวว่าจะพูดอะไรแล้วผิด แฮชแท็กมาแน่ ไม่กล้าพูดเลย นั่งเฉย ๆ เลย ไปดูตัวเองแล้วแฟน ๆ ดูได้อย่างไร น่าเบื่อมาก ตอนเดบิวต์ใหม่ ๆ เอาจริงๆ  ตอนนั้นเวลาไปสัมภาษณ์ที่ไหน 4-5 คนน้องขี้อายจังเลย พูดน้อยจัง ตอบสั้น ๆ ไม่มีใครรู้จักหนูเลยตอนนั้น รู้จักหน้า ชื่อ แต่เชื่อว่าทุกคนรู้จักเรา เพราะหลัง ๆ มาพูดเยอะขึ้น เริ่มอธิบายมากขึ้น"

ขอบมั้ยเวอร์ชันนี้?
"ก็ชอบนะคะ จริงใจกับทุกอย่างที่พูด ไม่ได้กลัวที่จะจุดตกต่ำเหมือนกันนะ เมื่อก่อนจะคิดว่ากลัวคนอื่นมาเห็นจุเอ่อนของเรา กลัว แต่ทุกวันนี้จุดอ่อนของเรา ใครจะมาทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ต้องไปคิดแทน เราก็มีสิทธิที่จะเล่าถึงเรื่องราวของเรา ไม่มีใครแฮปปี้ได้ตลอดเวลา"

ผลงานต่าง ๆ มีส่วนร่วมอย่างไร?
"ร่วมเยอะ จนไม่รู้จะร่วมอย่างไร เพลงล่าสุด แต่งมาทั้งหมด หนูคิดยันเอ็มวีจะเป็นประมาณไหน แต่งตัวประมาณไหนเมคอัป การโปรโมทคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียทำอย่างไร งานหนักมั้ยก็หนักนะ แต่ไม่เคยปล่อยวางเลย เก็บทุกเม็ดเลย คือหนูรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ปล่อยเลยจริง ๆ ก่อนหน้าที่จะปล่อยเพลงเครียด พอปล่อยเพลงปล่อยไม่ได้ หนูรู้สึกว่าบางทีมันก็แอบหนักอยู่ มองอีกมุมก็โชคดีมาก ๆ อีก 50 ปีที่มองมาก็ไม่เสียดายที่เราทำมัน"

แรงบันดาลใจหาอย่างไร?
"มันจะมาแบบอยู่ดี ๆ มันก็จะมา อย่างเช่นเพลงต่าง ๆ ที่ผ่านมา Song Camp มี 3 เพลง วันแรกที่ทำก็ไม่ใช่ อยู่ ๆ มันก็ได้เอง ได้ฮุกมาก็ได้เลย ถ้าใครมาบอกว่าให้ทำให้ได้ หนูทำไม่ได้ แม่สั่งให้ล้างจานก็ไม่ล้างแล้ว พอใครสั่งไม่อยากทำแล้ว หนูไม่ค่อยให้ใครมาสั่งในงานตัวเอง อะไรที่ไม่ใช่ ก็ไม่ต้องยึดติด จะฝืนให้ได้"

มันจะออกมาตอนไหนถ้าเพลงออกมา?
"ปกติสมองแล่นตอนกลางคืน มันมีตอนนั้นบ่ายสองเสร็จสองทุ่ม วันแรกบ่ายสองยัน 6 โมงเย็นหนูเพ้อเลย วันแรกเข้าไปไปฟังมีบีทให้ หนูลอย ไม่ได้เลย ขอโทษนะคะตอนแรกก็มีพี่อีกคนมาช่วย เขาถนัดเรื่องเมโลดี้ ตอนนั้นอยู่ชั้นสองของบ้าน ลงไปใช้เก้าอี้นวดข้างล่าง โกหกว่าสั่งข้าวไว้ แต่จริง ๆ เครียดมาก ทีมเค้าอยู่ข้างบน ส่งหาแม่ด้วยว่าอยากกลับบ้าน ไม่น่ารอด แม่บอก ทำ ๆ ไปก่อน มันฝืนมาก พอถูกโยนไปในห้องโปรดิวเซอร์คนเกาหลี 3 คน พี่ผู้ช่วยอีก 1 ก็พูดไม่เข้าใจ อังกฤษบ้าง เกาหลีบ้าง ก็ทำบีทบ็อกซ์กันไป อธิบายกันไป หลังเก้าอี้นวดก็ไม่อยากถูกมองว่าอู้งาน ถึงเวลาแล้วก็ต้องสู้ วันแรกก็ไม่ได้ร่วมกับเขาขนาดนั้นเลยวันแรก ลอยเลย ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ วันที่ 2 ก็มาแบบเอาเหอะ ไม่ได้อะไรเลยก็ตลกดี นั่งไปนั่งมาก็ได้เอง อันยองอาเซโยเลย ขึ้นมาก็ไหลเลยได้เลย ถ้าได้มันได้เลย กลับบ้านแฮปปี้มาก ไม่เสียเที่ยวของพี่ ๆ เกาหลี"

ความรู้สึกว่าเพลงนี้ถึงใช่ มันต่างอย่างไร?
"มันแบบคือความรู้สึกข้างใน ไม่ต้องฝืนอะไรเลย เหมือนติวข้อสอบไป ติวไปแค่หน้าเดียว หน้าที่เราติวมันคือฟินถูกไปหมด ประมาณนั้นเลยง่าย"

อะไรที่ได้จากการรายล้อมในการทำงานมาจากไหน?
"หนูดูเยอะ ฟังเยอะ inspiration บางทีมันไม่ได้มาจากหนู จริง ๆ มันคือเอาโลกหลาย ๆ โลกมารวมกัน ดูหนัง มู้ดแบบนี้ เขามีเพลงประกอบหนังก็สปาร์ก มันได้จากหลาย ๆ อย่าง"

แอลลี่ดูหนังแนวไหน?
"ชอบหนังแนวข้อคิดอะไรบางอย่าง ดูแล้วตีความ รีเลทได้ในชีวิต เหมือนทุกวันนี้ เวลาทำผลงานก็อยากให้คนรีเลทกับเรา เพราะเราก็ชอบงานที่รีเลท"

หนังที่เราชอบมากมั้ย
"Backrooms ก็ชอบค่ะ ชอบเพ้อฝันว่าเราติดในนั้นจะเป็นอย่างไรนะ เขาหลุดเข้าไปในห้องที่ธรรมดา ออกไม่ไม่ได้ ก็เท่ดี ใน Backrooms มันคือความไม่ปกติของเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ชีวิตเราก็เป็นงี้ แต่ในหนังนั้นมีโต๊ะงอกออกมา แปลก ๆ ในเอ็มวีของเราก็มีแบบนี้ มีแอลลี่มองตัวเองในห้องนอน ได้มาจากหนังและอย่างอื่น"

โมเมนต์ที่เห็นแฟนคลับมากมายชึ้นมา ครั้งแรกที่มีแฟนมาชื่นชอบเรา มันรู้สึกแบบไหน?
"รู้สึกว่า ช่วงแรก ๆ เดบิวต์มามีความคิดว่า ต้องคีฟลุคมาก เขาจะผิดหวังมั้ย คนที่มาชอบเรา กังวลด้วยค่ะ ช่วงนั้น T-POP พึ่งเริ่ม ๆ เลย ไม่ได้มีอายุเท่าเราตอน 15 เราเด็กมาก ไม่รู้จักวางตัวอย่างไรดี ขี้อาย ใครมาชอบก็คิดเยอะ แต่ตอนนี้ก็ดีใจที่คนคนหนึ่งรักเราขนาดนี้ ขอบคุณ หนูเองก็เป็นแฟนคลับของศิลปินหลายท่าน เข้าใจว่าความชอบถึงศิลปิน อยากส่งเขาถึงจุดนั้นน่ะ ไปตามดู เข้าใจความรู้สึกนั้นมาก เข้าใจและ Appreciate  อยากทำให้ทุกคนให้เท่ากัน อยากให้เวลา เวลาไปงาน"

ประทับใจอะไร?
"รู้สึกว่าอาจจะมีหลายคนที่ไม่สามารถมาหน้างานได้ อยู่ไกล ไม่สะดวก แค่กำลังใจคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความหมายมาก ๆ หนูไม่คาดหวังต้องแบบนั้นแบบนี้ แค่เขาชื่นชอบในตัวเราที่เราเป็นแบบนี้ก็รู้สึกดีแล้ว ตอนเดบิวต์ยังไม่ได้เป็นตัวเองเลย เขายังไม่ได้รู้จักเราเลย จะชอบเราอย่างไร พอเราเป็นตัวเองมาก ๆ ก็มีคนซัปพอร์ตในทุกผลงาน ขอบคุณมาก ๆ บางอันเข้าใจง่าย บางอันเข้าใจไม่ได้ ก็ขอบคุณที่เข้าใจความลึกนะคะ บางทีหนูมองบางผลงานเราทำอะไรอยู่ คิดอะไร บางคนก็ชมเราในคอมเมนต์ก็รู้สึกดี โชคดีเหล่าโอนลี่ทุกคนน่ารักมาก เขาทรีทเราเป็นเหมือนน้อง เพื่อน เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกห่างเหิน คุยกัน เข้าขากันมาก ๆ"

คำถามแฟนอาร์ต คำถามจากแฟน ๆ 

"เป้าหมายชีวิตที่จะทำ ตอนไม่ได้เป้นศิลปิน อยากไปทำชีพอิสระกับครอบคัรวอย่างไรบ้าง?
ความฝันตอนป.1 เลย อยากทำขนม อยากทำอาหาร ที่บ้านมีเตาอบ แต่ก็ไม่เคยลอง มันมีความรู้สึกว่าจะทำได้อร่อย ก็เคยทำ ยายช่วยทำ ไม่แน่ใจว่าทำเองคนเดียวจะอร่อยมั้ย ตอนนั้นทำบราวนี่ ทำแจกแฟน ๆ ด้วย อร่อยมั้ยคะ ไม่ได้เข้าห้องน้ำเนอะ ซิกเนเจอร์ก็พูดแล้วจะเอาไปทำ อย่าได้หาก๊อปนะ ใครก๊อปเจอกัน ไอเดียอาหารยังไม่มี แต่ไอเดียเดียวที่มีคือ จะเขียนเมนูเอง เขาก็ก๊อปไม่ได้ เพราะเป็นลายมือหนู วาดด้วยลายมือตัวเองนะ หนูตัองเป็นคนไทยคนแรก บราวนี่ช็อคโกแลต คาเฟ่โล่ง ๆ เลย คาเฟ่เปิดวันไหนลุ้นเอา เอาตามใจตัวเอง มันอาจจะทำให้ผู้บริโภคตื่นเต้น อาจจะเกลียดหนูไปเลย เมนูจะเปลี่ยนทุกวันเลย (ยิ้ม)"

ช่วยเล่าวีรกรรมตอนขับรถหน่อย สนุก หวาดเสียวอะไรบ้าง?
"ก่อนหน้านี้เวลาเล่าเรื่องขับรถ เลี้ยวผิด คนปาดหน้า แต่หนูชินกับการขับรถแล้ว สิ่งที่เจอคือความหลอน เจอพี่กุ๊กกู๋ หนูเคยขับกับแม่ตอนกลางคืน เจอคนข้าง ๆ เห็นเหมือนกันปะเนี่ย หนูขับช้า เห็นคนข้ามถนน ใครล่ะ ? ยังขับไม่แข็ง แม่ก็ปล่อย แต่งหน้า เล่นโทรศัพท์บ้าง แต่ช่วงนั้นแม่ก้มองซ้ายขวามองให้ ช่วยดูจนแบบมันหลอนไป แม่บอกเปลี่ยนเลนส์มันจะชนเอา ก็เลยรู้สึกว่าระแวง เห็นมีผู้หญิงข้ามถนน หนูก็ชะลอ บ้านติดถนน ต้นไม้กับขยะสองถัง เฮ้ย! ยังไง เราก็ชะลอ อยากให้แม่ชม ว่าชะลอ เขาแต่งตัวสีขาว อายุไม่เยอะ แขนตุ๊กตา เขายืนข้าง ๆ ถังขยะ รอดูว่าเขาจะทิ้งอะไร เวลาเราขับผ่านคนใกล้ ๆ มีรถคันเดียวทั้งถนน ก็มองหน้าเขา ใส่ประโปรงยาวสีฟ้า ชียูนีกมาก ขับผ่านไป ข้างหน้ามันสะพาน ต้องขึ้นสะพาน รถเรากันชนแอบเตี้ย หลังเต่า แม่ชมแน่วันนี้ ชะลอมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ผู้หญิงคนนั้นข้ามถนนแล้ว เขากำลังจะกลับเข้าบ้านแล้ว แม่ก็แบบคนไหน คนนี้ไงเขากำลังกลับบ้านอีกฝั่งในกระจกหลัง แม่ก็แบบเริ่มกลัว บอกแม่ว่าอย่าซิ อย่ามาโจ๊กกิ้งตอนนี้แม่ เราเคยเล่นมุกนี้ก่อน แม่เปลี่ยนมุกมั้ย แม่ไม่ตบมุกซักที แม่ก็มอง แอลลี่มันไม่มี เฮ้ย! เริ่มไม่ใช่ ก็เลยเหยียบเลย หนูขนหัวลุกซู่ หนูเห็นจริง ๆ แต่แม่ไม่เห็น วันรุ่งขึ้นก็ไปคุยกับแม่ผจก.แม่เห็นทุกอย่าง ตอบได้หมด ยกเว้นว่ามีผู้หญิง หนูก็เลยคิดว่าน่าจะใช่"

ขอคำแนะนำให้คนอายุ 20 ครั้งแรกหน่อย?
"รู้สึกว่า 19 เข้า 20 รู้สึกมาแล้วเว้ย ใกล้แล้ว โตแล้ว ขับรถแต่จริง ๆ ก็ไม่รู้สึกเหมือนเดิม ทุกวันนี้ หนู 22 ก็เหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกโตขึ้นขนาดนั้น สิ่งเดียวที่สามารถพูดได้ตอน 22 คือรู้สึกว่าอย่ากลัวในการจะตัดสินใจทำอะไร อย่าลังเลแล้วไม่ตัดสินใจ ก็หยุดโอกาสบางอย่าง หนูเคยเป็นคนที่ไม่กล้าตัดสินใจอไรเลย มันทำให้เสียเวลามาก คนอื่นตัดสินใจให้ มันไม่มีหนทาง หมอดูเลือกมา ไม่เหมือนตามที่เขาบอก ก็ไปโทษเขาอีก มันควรทจะอยู่ท่ี่ตัวเรา เซนส์บอกว่าอยากทำสี่งนี้ก็ทำเลย ใจมันใช่ก็พอแล้ว"

ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนมองมา เราจะเป็นศิลปินแบบไหน?
"จริง ๆ รู้สึกว่าอยากให้มองว่าเป็นศิลปินหรือคนที่จริงใจแล้วกัน ไม่่ต้องมาว่าเป็นอะไรเลยก็ได้แค่เป็นคนคนหนึ่งที่เป็นตัวของตัวเอง คิดว่าตลกได้ก็ดีค่ะ รู้สึกว่าใครขำหนู หนูุภูมิใจ อยากเป็นคนตลกอะ ฟินอะมีคนขำให้ เพราะอะไรรู้มั้ยเวลาไปออกงานเข้าสังคม สาดมุกไป สาดไปสมาชิก เขาแบบเจื่อน ๆ ยิ้มเจื่อนรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีหนทางแล้ว เฟลมาก เราส่งเอเนอจี่้ไปร้อยแล้วได้มาหนึ่ง การที่คนมองว่าคุยด้วยแล้วสุนก อยู่ด้วยแล้วสนุก จะแบบแฮปปี้แล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว"

ในอนาคตอยากทำงานแบบไหนอีกบ้าง?
"อยากทำสิ่งนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ ร้องเพลง การแสดง ยังมีแพชชั่นมากอยู่ ชอบมาก อยากมีธุรกิจเป็นของตัวอง แอลลี่คาเฟ่ เปิดบางวันเดาเอาเองนะจ๊ะ อยากมีนะ แม่กับน้า ทำแบรนด์เสื้อผ้า มันคือสิ่งที่เราชอบ"

เขินหน่อยนะ แต่ใครมาก็อยากรู้ว่า คิดว่าทำไม แฟน ๆ ถึงชอบเรา ชองสิ่งไหนในตัวเรา?
"หนูเป็นคนที่หน้ากล้องเป็นอย่างไร หลังกล้องก็แบบนั้น เรียลมาก ๆ ไม่ค่อยยึดติดภาพลักษณ์อะไรขนาดนั้น ไม่ทำอะไรพิสดารเกินเบอร์ เป็นตัวของตัวเอง ก็พูดแบบนี้ กุ๊กกู๋ก็เล่าให้เพื่อนฟังก็เล่าแบบนี้ เป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้ามีเวลาอยู่หน้ากล้องก็เป็นตัวของตัวเอง"

ก่อนที่แอลลี่ จะเล่นเกม ทำซาวด์เสียงสัตว์ พร้อมฮัมเพลงสนุกสนานกับกตัญญู

ติดตามชม ในรายการ The Celebrities EP.14 ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม  เวลา 20.00 น. รับชมได้ที่ TrueID เท่านั้น กด >> ล็อกอินรอชมได้เลย << ได้แล้ววันนี้ ทาง TrueID และติดตามตอนใหม่ๆ ของ The Celebrities ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. ที่ TrueID เท่านั้น+

อ่าน ข่าวบันเทิงวันนี้ ที่เกี่ยวข้อง :

>> สมัครแพ็กเกจ TrueID+ สมัครเลย <<

คืนนี้...มีเรื่องมาเล่า ดูได้เลยกับ ทรูไอดีพลัส ในราคาพิเศษ
ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2569 เท่านั้น