"ต้าเหนิง กัญญาวีร์" เปิดชีวิตวัย 30 ที่ไม่เหมือนเดิม ยกให้ความสุขของตัวเองเป็นอันดับแรก
"ต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง" เผยชีวิตวัยเลข 3 ในรายการ "Prime Cast" ผ่านวิกฤตสุขภาพหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากภาวะตับอักเสบ เผชิญ PCOS และผลข้างเคียงจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนจนปวดท้องหนักขั้นหน้ามืดจอดับ เผยเป็นคนชอบรับฟังและแบกรับปัญหาของเพื่อนจนตัวเองดิ่ง และได้เรียนรู้การจัดสมดุลชีวิตด้วยการฝึกปฏิเสธ หันมาให้ความสำคัญกับความสุขของตัวเองเป็นอันดับแรก
"ต้าเหนิง กัญญาวีร์" เปิดชีวิตวัย 30 ที่ไม่เหมือนเดิม
อายุเลข 3 แล้วความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง ?
ต้าเหนิง : ตอนแรกกลัวนิดหนึ่ง เพราะเคยได้ยินว่าการขึ้นเลข 3 คือการเปลี่ยนผ่านชีวิต แต่ก็รู้สึกว่าเราก็เผชิญการเปลี่ยนผ่านมาตลอดอยู่แล้ว คิดว่าช่วงหนัก ๆ น่าจะเป็นตั้งแต่ช่วงอายุ 26-27 ปี จริง ๆ ปีนี้คือชง 100% แต่พวกช่วงเบญจเพสน่าจะมาก่อนหน้านั้น คือก็ไม่ได้แย่มากแต่ก็ไม่ได้ดีมาก มีช่วงที่แย่บ้าง ดีบ้าง แต่ปกติก็จะมีอะไรที่ไม่คาดฝันในทางที่แย่มาตลอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชินกับการรับมือแบบนั้น แล้วมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เลยไม่ได้เครียดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่มาก
ตอนเด็ก ๆ เล่นกีฬาอะไรบ้าง ?
ต้าเหนิง : ตอนเด็ก ๆ เป็นภูมิแพ้หนักมาก จนคุณพ่อรู้สึกว่าต้องแข็งแรงก็เลยต้องเล่นกีฬา เพราะเวลาคนเป็นภูมิแพ้ภูมิคุ้มกันต่ำ ตอนเด็กมีขี่ม้า กอล์ฟ เรือใบ และอื่น ๆ ตอนนี้ก็ยังขี่ม้าอยู่ เรือใบไม่ค่อยแล้ว เจ็ตสกีมีเล่นบ้าง แต่คงไม่ได้ใช้แรง ไม่เหลือแล้ว บาสไม่เล่นแล้ว ตอนนี้ไม่อยากวิ่ง เหนื่อย อ่อม ไม่อยากขยับ
ออกกำลังกายยังไงบ้าง ?
ต้าเหนิง : ตอนนี้สุขภาพโอเคแล้ว เริ่มกลับมาออกกำลังกายแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับไป 100% เพราะยังเหนื่อยง่าย
เป็นคนที่ป่วยบ่อยมากเข้าโรงพยาบาลแทบทุกอาทิตย์เลยหรือเปล่า ?
ต้าเหนิง : ปีก่อนหน้านี้ จะเข้าทุกเดือน เยอะไปหมด ที่เป็นปกติเยอะ ๆ อยู่แล้ว คือเวลาเราเป็นประจำเดือน จะปวดท้องมาก แบบบางทีไม่สามารถพาตัวเองไปเรียนการแสดงหรือทำอะไรได้ แต่คือเริ่มมาปวดมาก ๆ ตอนอายุ 25 ปี ปกติจะปวดบ้าง บางเดือนก็ไม่ปวดก็จะรอด แต่ตั้งแต่อายุ 25 ปีก็คือปวดทุกเดือน ปวดแบบต้องลงไปนอนนิ่ง ๆ เฉย ๆ เป็นวัน ปวดแบบต้องกินยาแก้ปวด ก่อนหน้านี้จะทนใช่ไหม เพราะไม่อยากกินยา รู้ว่าถ้ากินแล้วต้องกินตลอด พออายุ 25 ปวดแบบไม่ได้แล้ว ต้องกินยา พอกินยาไม่หาย ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลไปฉีดยาแก้ปวด ปวด 2 วันแรกจะหนักที่สุด แล้วก็วันที่ 3 - 4 บางทีก็มีหลุดไป 3 วันบ้าง วันที่ 4 ถึงจะหายแน่ ๆ
เวลามีงานอีเวนต์แล้วปวดท้องถึงขั้นไม่ไหวอดทนอย่างไร ?
ต้าเหนิง : ฉีดมอร์ฟีน แต่ส่วนมากจะดันอดทนจนถึงจบงานพอดี แล้วค่อยไปโรงพยาบาล
ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง ?
ต้าเหนิง : ล่าสุดเดือนที่แล้ว แย่มาก ปวดที่สุดในชีวิตแบบที่ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน ขั้นที่รู้ว่าจะมาแล้ว เพราะก่อนหน้านี้หน่วง ปวดท้องแบบรู้แล้วว่ากำลังจะมา พรุ่งนี้มาแน่ พอตื่นเช้ามา รู้สึกว่าปวดท้องมาก วันนี้มาแน่นอน ลงไปเล่นกับแมวข้างล่าง แบบถือโทรศัพท์ไปด้วย กะว่าแป๊บหนึ่งเดี๋ยวค่อยขึ้นมากินยา แต่พอลงไปแป๊บเดียว ปวดแบบบีบเหมือนมดลูกบีบรัดมาก ๆ แล้วตัวเริ่มชา เหงื่อออก คิดว่าไม่ปกติแล้ว เลยจะวิ่งขึ้นไปกินยาข้างบน เพราะปกติเวลาปวด ไม่ควรจะต้องรอให้ปวดที่สุดก่อนแล้วค่อยกินยา หมอบอกว่าถ้าเริ่มระดับ 3-4 ให้กินเลย เพราะรู้ว่าอาจจะไปถึงระดับ 10 ได้ เพื่อกดไว้ เพราะฤทธิ์ของยาแก้ปวดต้องกดลงใช่ไหม พอวิ่งไปถึงข้างบน หน้าจอเริ่มดำ ตัวชาแบบไม่ได้แล้ว วินาทีที่จอดับ เกาะอะไรไว้ได้ไม่รู้พอดี แล้วต้องอยู่อย่างนั้นอีกแป๊บหนึ่ง จนกว่าจะเริ่มมองเห็น ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะเริ่มกินยาคุมเพื่อให้ปรับปกติ แต่หยุดไปแล้วประมาณช่วงหลังจากเป็นตับอักเสบ เพราะไม่สามารถกินยาเยอะ ๆ ได้ ก็โทรหาพี่ให้พาไปโรงพยาบาล เขาก็เริ่มตรวจ เพราะปวดเกินกว่าปกติ สรุปคือเหมือนอาจจะเกิดจากการที่ไปกินยาเลื่อนประจำเดือนก่อนหน้านี้ แต่ปกติก็กินค่อนข้างบ่อยเวลาที่จะต้องทำงาน เพราะเวลาประจำเดือนมา จะเป็นคนที่ประจำเดือนมาเยอะมาก แล้วปวดท้องมาก
ผลกระทบจากการกินยาเลื่อนประจำเดือนและอาการป่วยต่อเนื่อง ?
ต้าเหนิง : ต้องกินยาเลื่อนประจำเดือนเพื่อไม่ให้ชนงาน เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำงานไม่ได้ ครั้งนี้อาจจะไปสะกิดอะไรก็ไม่รู้ จนเป็นแบบนั้น ต้องกลับมากินยาคุม ซึ่งคาดว่าน่าจะดีขึ้น แต่หลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ประจำเดือนก็ยังมาอยู่ เป็นมาเดือนหนึ่งแล้ว เพิ่งหยุดไปได้ 2 วัน
คุณหมอวินิจฉัยมาว่าเป็นโรคอะไร ?
ต้าเหนิง : คือ PCOS ที่เป็นอยู่แล้ว แต่นี่เป็นประจำเดือนมาไข่ตกไม่สมบูรณ์ ตกไปเรื่อย ๆ ประจำเดือนมาเยอะมาก จนเลยเกินเดือน บางทีหายไปไม่นาน หายไป 2 อาทิตย์ก็มาอีกแล้ว สมมติว่าเป็น 7-10 วัน ใช่ไหม ช่วง 4 วันแรกจะเยอะมาก ๆ พอ 3 วันท้าย ๆ ก็จะน้อยลง แต่บางทีอยู่ดี ๆ อยากจะมาเยอะก็ทะลุออกมาเลย
เรื่องราวการกินผักออร์แกนิคแล้วตับอักเสบเกิดจากอะไร ?
ต้าเหนิง : คือปกติไม่ได้กินผักเยอะขนาดนั้น แต่พอหลัง ๆ รู้สึกว่าอยากรักษาสุขภาพ เริ่มใส่ใจหน่อย แล้วช่วงนั้นอาจจะทำงานเยอะ ภูมิคุ้มกันตก แล้วบังเอิญไปกินอาหารที่คนทั่วไปกินแล้วสะอาด แต่ภูมิคุ้มกันเราไม่ดี ก็เลยไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ เพราะปกติมีเชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ร่างกายไม่ดีเอง จนไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคนั้นได้ คุณหมอคาดว่าน่าจะเป็นผักออร์แกนิค เพราะผักออร์แกนิคไม่ได้ใช้ Hydroponics ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยออร์แกนิคที่มีส่วนผสมของมูลสัตว์ คิดว่าน่าจะเกิดจากตรงนั้น เพราะเชื้อคุณหมอตรวจเจอคือ ไวรัสตับอักเสบอี ซึ่งมักจะเกิดจากการปนเปื้อนของอาหารและน้ำ คุณหมอเลยคิดว่าน่าจะปนเปื้อนมาจากผักออร์แกนิค เพราะอย่างอื่นถ้ากินแบบสุกก็จะไม่เป็นอะไร แต่อันที่กินดิบ จะมีแค่พวกผักออร์แกนิคทั้งหลาย ซึ่งผักพวกนี้ ต่อให้ล้างสะอาดมากแล้ว ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะปนเปื้อนอยู่ แต่จริง ๆ ควรล้าง คิดว่าถ้าล้างเอง ก็สะอาดอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ล้างเอง กินข้างนอก คนคงคิดว่าไม่ล้างผักหรือเปล่า เราล้าง เพียงแต่พอไปกินข้างนอก ไม่รู้ว่าเขาทำความสะอาดอย่างไร
พฤติกรรมการกินอาหารในชีวิตประจำวันและการปรับเปลี่ยนหลังป่วยเป็นอย่างไร ?
ต้าเหนิง : กินตลอด ถ้าหิวก็กินได้เรื่อย ๆ ไม่ได้มีมื้อประจำ เช้า กลางวัน เย็น บ่าย ดึก ก็กินหมด ไม่ได้กินเยอะมาก แล้วแต่ ถ้าหิวมากก็กินเยอะ ถ้ากินเอาสังคมก็กินปกติ แต่ไม่เคยกินน้อย ไม่เลือกกิน กินได้หมด
แล้วหลังจากเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพแล้วได้ปรับการกินไหม ?
ต้าเหนิง : พยายามกินผักที่สุกแล้ว ผักทุกอย่างไม่ได้สกปรกไปหมด หมายถึงว่าภูมิคุ้มกันเราไม่ดีเอง เขาอาจจะล้างสะอาดแล้ว เชื้อโรคมีอยู่ทุกที่ ผักออร์แกนิคไม่ได้ผิดอะไร ผิดที่เราเอง แต่พอรู้ว่าตัวเองภูมิคุ้มกันไม่ได้ดีเท่าคนอื่นก็พยายามจะกินอะไรที่สุกแล้ว
เคล็ดลับการดูแลรูปร่าง แม้ชอบกินแป้งและขนมหวาน ?
ต้าเหนิง : มีส่วนเพราะว่าสูงด้วย เวลาที่น้ำหนักขึ้นจะกระจายเพราะตัวเรายาว แต่จะออกหน้าเสมอ เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าอ้วนรวม ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ลดง่ายเท่าเดิมแล้ว ปกติแค่เว้นมื้ออาหารไป 1 มื้อ น้ำหนักก็จะลงแล้วประมาณ 5 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว
บริหารเรื่องการกินยังไง ?
ต้าเหนิง : ช่วงที่ต้องลดน้ำหนัก จะพยายามลดแป้งกับน้ำตาลเท่าที่ยังไม่หงุดหงิด เพราะถ้าตัดเลยจะเป็นพิษกับคนรอบข้างทันที จะกลายเป็นคน Toxic ทำอะไรก็ขัดหูขัดตา แล้วก็พยายามไม่กินดึก อดทนช่วงกลางคืนเอา
การนอนเป็นอย่างไรบ้าง นอนยากขนาดไหน ?
ต้าเหนิง : การนอนแย่มาก ไม่ใช่คนนอนเป็นเวลาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้บินตลอด แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการนอนเลย นอนได้ทุกที่ อยู่ในกองถ่ายเสียงดังก็หลับได้ แต่ช่วงปีสองปีมานี้ รู้สึกว่านอนยากมาก คิดทุกอย่างตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังมีเรื่องงานรันอยู่ในหัว จนประมาณครึ่งปีที่แล้วบังเอิญต้องไปหาหมอ แล้วก็ขอยานอนหลับกับยาคลายเครียด ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ เพราะปกติเป็นคนไม่คิดเยอะ ไม่เครียด อย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น พอนั่งคิดกับตัวเองแล้วค่อย ๆ ถอดรหัส ก็รู้ว่าเป็นคนคิดเยอะมาก แต่แค่เก็บไว้กับตัวเอง แล้วรู้สึกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน เลยสะสมมานาน เป็นคน Perfectionist คิดแล้วคิดอีก อย่างเช่นแผนจะไปเที่ยวกัน ก็จะคิดเผื่อไว้หมดแล้วว่าถ้าคนนี้ไม่ได้วันนั้น ต้องทำอย่างไร คิดแผน A B C D ไว้ในหัวตลอด กลายเป็นว่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ คิดมาก แล้วไม่เคยปล่อยวางอะไรได้เลย สมองเลยชอบคิดอะไรไปเรื่อย ๆ ทำให้ส่งผลต่อการนอน
ส่งผลกับการนอนอยังไง หลับสนิทไหม ?
ต้าเหนิง : คิดว่าตัวเองหลับ แต่หัวคิดตลอดเวลา ไม่หลับ คือหลับตาแต่สมองคิดตลอดเวลา ทรมานมาก แล้วพอตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น เหนื่อย เหมือนร่างกายไม่ได้พักเลย เหมือนร่างกายหลับไปแล้ว แต่สมองแล่นตลอดเวลา รู้ตัวตลอด ทรมานมาก เป็นบ่อยมาก เหมือนตี 3 ตี 4 ตื่นมาดูนาฬิกาแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะเช้า พอเช้าก็ง่วง แต่ไม่ใช่เวลาสำหรับการนอนแล้ว เพราะมีงานต้องไปทำ คิดว่าเผชิญสิ่งนั้นอยู่ประมาณ 6 เดือน แล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จนเลิกสวม WHOOP Tracker ไปเลย ค่าการฟื้นฟูขึ้นแค่ 2%, 4%, 6% แล้วก็กลับมา 2% คือบางทีนอน 6 ชั่วโมง แต่คงคิดตลอดเวลา ไม่รู้เหมือนกัน ได้ค่าการฟื้นฟูแค่ 2% วันที่ได้ 2% เป็นครั้งที่ 4 ถอดออกเลย เพราะรู้สึกว่าจะเป็นบ้า พอมาเห็นว่าแก่กว่าอายุจริงเท่าไหร่ นอนไปแค่นี้เอง รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ถอดทิ้ง ไปหาหมอดีกว่า ปรึกษาหมอ หมอให้ยาคลายเครียดมา บอกว่าเราต้องเริ่ม Wind down ตั้งแต่ 18:00 น. ต้องไม่คุยงานแล้ว ซึ่งก็ช่วย หลัง ๆ ก็คือเพื่อนนัดไม่สามารถออกไปเจอทุกคนได้แล้ว ต้องเลือกว่าอยากเจอใครจริง ๆ ต้องรู้จักปฏิเสธ ตอนนี้กลายเป็นเลื่อนเป็นเดือน เลื่อนทีหนึ่งก็ขอโทษที
เมื่อมีเรื่องค้างคาใจเลือกที่จะเข้าปะทะเพื่อเคลียร์ไหม ?
ต้าเหนิง : ไม่ชอบปะทะ ยกเว้นถ้าจำเป็นต้องเคลียร์ เพื่อให้งานต้องไปต่อเพื่อส่วนรวม ซึ่งก็มีกรณีที่จำเป็นต้องเข้าไปทำก็จะเข้าไป แต่ถ้าปกติเลือกได้จะปล่อยดีกว่า รู้สึกว่าจัดการไม่คุ้ม เสียเวลา และเปลืองพลังงาน เพราะพลังงานน้อยอยู่แล้ว
มองภาพตัวเองในอีก 3-4 ปีข้างหน้าอย่างไรกับงานในวงการบันเทิง ?
ต้าเหนิง : ไม่มี ไม่ได้คิด แค่รู้สึกว่าการที่ทำทุกวันนี้ให้เต็มความสามารถ ก็คือโอเคแล้ว หมายถึงว่าเราไม่เสียใจ วันนี้หรือพรุ่งนี้มีอะไรเข้ามาให้น่าสนใจก็ทำ
พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ในทุกวันนี้คืออะไร ?
ต้าเหนิง : พื้นที่ปลอดภัยยังเป็นคนที่รู้สึกว่าคุยด้วยได้ตลอด พยายามคุยกับเพื่อนและผู้คนให้เยอะขึ้น เพราะรู้สึกว่าข้อเสียของตัวเองคือการไม่พูด
ความเป็น Introvert และการไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ?
ต้าเหนิง : ใช่ รู้สึกกับเพื่อน ๆ ก็จะไม่ค่อยเล่าอะไร แต่ข้อดีคือปันปันจะชอบถาม ทุกครั้งที่ถามเราก็เล่า แต่จะไม่ได้เล่าแบบลงรายละเอียดมาก ยกเว้นอยากฟังสรุป ปันปันเป็นเพื่อนที่ถามจี้ก็เลยจะรู้ ส่วนคนอื่นที่ถามผ่าน ๆ หรือไม่ได้ถาม ก็จะไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่ายังไง เพราะธรรมชาติเราคือเป็นคนที่ซัพพอร์ตคนอื่นมาตลอด จนเคยชินแต่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่กล้าพูดว่าเรามีปัญหาอะไร เพราะรู้สึกว่าทุกคนเขาก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ทุกครั้งที่รับสายเพื่อน ทุกคนจะมีเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเราชอบเวลาที่เพื่อนหรือใครนึกถึง รู้สึกว่าตัวเองพึ่งพาได้ และอยากจะช่วยแก้ปัญหาให้เพื่อนทุกคน แต่ข้อเสียคือเราไม่รู้วิธีการถ่ายเทพลังงานออก เพราะรับทุกอย่างมาหมด เหมือนเป็นเพราะอาชีพนักแสดงด้วยที่ทำให้ Empath ต้องใช้ความรู้สึกตลอดเวลา ถ้าเดินเข้าไปในห้องที่พลังงานไม่ดี จะหมดพลังเลย แล้วถ้าเพื่อนรู้สึกแย่ก็จะไม่กล้ามีความสุข เพราะจะรู้สึกว่าเราจะมีความสุขหรือมีเรื่องดี ๆ ในขณะที่เพื่อนเศร้าได้ยังไง ต้องทำให้เพื่อนแฮปปี้ก่อน เรื่องคนอื่นจะมาก่อนตัวเองเสมอ นั่นคือข้อเสียที่ได้เรียนรู้ในวันนี้
สามารถรับชมรายการ "Prime Cast" ย้อนหลัง ได้ที่นี่
อ่าน ข่าวบันเทิงวันนี้ ที่เกี่ยวข้อง :