บทละครโทรทัศน์ หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 27 (จบบริบูรณ์) หน้า 12
“หลังจากหมดหน้ามรสุม สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงยกทัพจำนวน 5,000 เป็นทัพเรือออกจากเมืองจันทบูร ล่องมาตามฝั่งทะเลในอ่าวไทย จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และยึดเมืองธนบุรีคืนจากอังวะได้ ก่อนจะยกทัพไปกรุงศรีอยุธยา และเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น ขับไล่ทหารอังวะออกจากอาณาจักรได้สำเร็จ”
เห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าตากสิน ชูดาบขึ้นท้องฟ้าอย่างอาจหาญ
“ซึ่งรวมระยะเวลาเพียง 7 เดือนนับแต่เสียกรุง ก็สามารถกอบกู้บ้านเมืองกลับมาได้สำเร็จ ก่อนจะทรงปราบ ดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่ 4” แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกพระองค์ว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” มาจนถึงทุกวันนี้”
ผ่านมา 1-2 สัปดาห์ ค่ายทหารอังวะ พระเจ้ามังระ อะแซหวุ่นกี้ เนเมียวสีหบดี และขุนนางคนอื่นๆกำลังกางแผนที่บนโต๊ะ แล้วพูดคุยวางแผนการรบกับจีนอยู่ ขณะนั้นเองมีทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในกระโจมด้วยความร้อนลนสุดๆ คุกเข่าลงพนมมือไหว้เหนือหัว “ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า”
พระเจ้ามังระทอดพระเนตรแผนที่ ตรัสโดยไม่เงยพระพักตร์ขึ้นมา
“มีกระไรก็ว่ามา ข้ากำลังถกแผนการรับมือกองทัพจีนอยู่ ไม่อยากพิรี้พิไร”
“มีข่าวจากทางอโยธยาพระพุทธเจ้าข้า เพลานี้ ได้มีกองทัพของพระยาตาก”
พระเจ้ามังระทรงค่อยหันไปสนพระทัยคำรายงานของทหาร
“ยกมาตีทัพของเราที่เฝ้าอโยธยาจนแตกพ่าย” ทหารรายงานต่ออย่างเกรงกลัว “กู้อโยธยากลับคืนไปแล้วพระเจ้าข้า”
พระเจ้ามังระทรงพิรธมากหันไปเล่นงานเนเมียวสีหบดีทันที “เนเมียวสีหบดี เจ้าบอกข้าว่าทิ้งกองทัพไว้ดูแลอโยธยาแล้ว เหตุใดจึงถูกกู้กลับคืนไปได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้”
เนเมียวสีหบดีกลัว รีบคุกเข่าลง พนมมือไหว้เหนือหัว “ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าจัดทหารหนึ่งหมื่นคน ไว้คอยควบคุมอโยธยาจริงพระพุทธเจ้าข้า” เนเมียวสีหบดีคิดหาข้อแก้ตัวเต็มที่ “แต่ เอ่อ ทหารหนึ่งหมื่น อาจจะไม่เพียงพอกับพื้นที่กว้างใหญ่ของอโยธยาก็เป็นได้พระเจ้าข้า”
อะแซหวุ่นกี้หน้านิ่งๆ “ไม่กระมัง เราไม่ได้บุกยึด เพียงแต่คอยกวาดต้อนผู้คนแลทรัพย์สมบัติ หนึ่งหมื่นน่าจะเพียงพอแล้ว เจ้าเป็นทหารชาญศึกย่อมรู้ดี แต่ที่เราแพ้ น่าจะเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามเก่งกาจกว่าที่คาดไว้มากกว่า เจ้าบอกมาตามตรงเถิด พระยาตากผู้นี้เป็นผู้ใด”
เนเมียวสีหบดีจนแต้ม ยอมสารภาพ “พระยาตากผู้นี้ เป็นทหารที่มารักษาอโยธยา แต่ระหว่างศึกได้หนีไป ข้าส่งคนออกตามล่าแล้ว แต่ก็รบแพ้ทุกคราไป จนเห็นว่าไปไกลแล้ว จึงไม่ได้สนใจอีก ไม่คิดว่า...”