บทละครโทรทัศน์ คุ้มนางครวญตอน 7 หน้า 3

บทละครโทรทัศน์ คุ้มนางครวญตอน 7 หน้า 3
3 ก.พ. 57
1.2M
คุ้มนางครวญตอน 7
4 หน้า

ที่บริเวณลานวัด มีนกพิราบฝูงหนึ่งกำลังจิกกินอาหารที่มีคนโปรยอยู่เต็มลาน ตรีภพเห็นแล้วอยากให้อาหารนกบ้าง พิมพ์เดือนถือ
ขวดพลาสติกใส่น้ำมนต์มา 2-3 ขวดมาจากวิหาร มองไปเห็นตรีภพซื้ออาหารนกเดินกลับไปหาพิมพ์ดาว ตรีภพส่งอาหารนก
ให้พิมพ์ดาวถุงหนึ่ง ถือไว้เองถุงหนึ่ง
“อ้อ ฉันลืมไปเลย”
“อะไร”
“ที่คุณไปส่งคุณลินซี่เมื่อวานนี่ซี เป็นไงบ้าง”
ตรีภพเกือบสะดุ้ง หน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“แล้วคุณจะถามทำไม”
“อ้าว ก็ฉันเห็นเขาไม่สบายอยู่ คุณไปส่งเขาถึงที่หรือเปล่า”
“ถึงที่เหรอ แค่เกือบๆไป”
“แปลว่าอะไร” 
ตรีภพยักไหล่ไม่ตอบ 
“แล้วเขาหายป่วยหรือยัง”
“เขาก็มีหน้ามืดบ้างเล็กน้อย”
“หน้ามืดเป็นลม หรือหน้ามืดปล้ำกัน”
พิมพ์ดาวพูดเล่น แต่ตรีภพสะดุ้งสุดตัว “เฮ้ย คุณพูดอะไรอย่างนั้น”
“แล้วทำไมคุณต้องสะดุ้งขนาดนั้น”
“ก็มันไม่น่าพูดนี่”
“ฉันมันนางร้าย ไม่ใช่นางเอก ฉันจะพูดอย่างนี้แหละ”
“อ้อ ผมรู้แล้ว ที่คุณมาซักไซ้ไล่เลียงนี่ คุณเริ่มหึงใช่ไหม”
“หึงอะไร อย่ามาบ้านะ”
“อย่าห่วงไปเลยคุณ ผมบอกลินซี่แล้วว่าเราเข้าใจกันดี เขาไม่มีทางเข้ามาแทรกกลางได้หรอก”
“คุณจะบ้าเหรอ คุณไปบอกอย่างนั้นทำไม”
พิมพ์ดาวเอาเรื่อง ตรีภพไม่แยแส เดินหนีไปโปรยอาหารนก พิมพ์ดาวหน้าคว่ำไปโปรยบ้าง บรรดานกพิราบกรูเกรียวมา
พิมพ์เดือนทำท่าเคลิ้ม “น่ารักสุดๆคู่นี้”


ทันใดจู่ๆ นกพิราบกลุ่มนั้นก็ฮือเข้าหาพิมพ์ดาว จิกหัวจิกไหล่ พิมพ์ดาวปัดป้องร้องกรี๊ด ตรีภพเอาตัวบังพิมพ์ดาวไว้ พิมพ์เดือนวิ่ง
ตาเหลือกเข้ามาช่วยไล่นก นกบินกรูหนีไป พิมพ์ดาวผมยุ่ง มีรอยเล็บนกนิดหน่อย
“อีกแล้วหรือคะ” พิมพ์เดือนกลุ้มใจแทน
“ฉันไม่เคยทำเวรทำกรรมอะไรกับมันซักหน่อย นกบ้า”
“อ้าว คุณเคยมีเรื่องกับนกมาก่อนหรือ”
“ก็ใช่น่ะซี แต่ไม่ถึงกับทุกครั้งหรอก”
“เออ พิลึกดี ตอนเด็กๆคงชอบรังแกสัตว์น่ะซี”
พิมพ์ดาวตาเขียว ร้อง ‘ไม่เคยย่ะ’



เมื่อพิมพ์ดาว พิมพ์เดือน ตรีภพ กลับมาที่กุฎิหลวงตา จันทราก็ชักชวนให้กลับ หลวงตากวาดตามองทุกคน คล้ายล่วงรู้ว่ามี
ชะตากรรมรออยู่
        “ทุกคนฟังไว้นะ ทางพุทธเรามีเรื่องกรรม ที่ก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด เกิด ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า
        “คนเราทุกคนเคยก่อกรรมมาทั้งนั้น ไม่ว่าบุญหรือบาปล้วนส่งผลเสมอ ฉะนั้นเมื่อเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้ตั้งรับมันอย่างมีสติ”


ทุกคนต่างรับคำ ยกเว้นพิมพ์ดาว หลวงตายิ้ม “หนูพิมพ์ดาว เข้ามาซิ”
พิมพ์ดาวหน้าเหวอ เพราะห่างพระห่างเจ้า พิมพ์เดือนต้องเอามือดันก้น พิมพ์ดาวกระโดกกระเดกเข้าไป หลวงตามองอย่างปราณี 
“แบมือ”

พิมพ์ดาวยังงง แบมือ หลวงตาทิ้งของอย่างหนึ่งลงในฝ่ามือ มันเป็นเขี้ยวสัตว์ที่ลงอักขระอาคม มีทองเก่าถักเป็นร่างแหรัดไว้
มีห่วงของสร้อยคอครบถ้วน จันทรา พิมพ์เดือน ตรีภพ ชะเง้อมองอย่างสนใจ
“อะไรคะเนี่ย เหมือนเขี้ยวสัตว์”
        “ของขลังจากต้นตระกูลอาตมาเอง เรียกว่าเขี้ยวเสือไฟ เชื่อว่าป้องกันอันตรายได้ชะงัดนัก ไปต่างที่ต่างถิ่นก็ขอให้พกติดตัวไว้”
พิมพ์ดาวมองดู รู้สึกวูบวาบบางอย่าง “ขอบคุณค่ะ”
จันทราซาบซึ้งจนน้ำตาไหล รู้ว่าหลวงตาช่วย
“แต่ขอให้รู้ไว้ สิ่งคุ้มตัวเราที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าของขลังใดๆ ก็คือทาน ศีล และภาวนา” หลวงตาสอน
“ทาน ศีล ยังพอไหวค่ะ แต่ภาวนา”
“ใครจะรู้ หนูอาจสร้างบารมี เคยภาวนามาหลายชาติหลายภพแล้ว”
พิมพ์ดาวยิ้มไม่เชื่อ
“ยังไม่ต้องเชื่อ แต่ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนปฏิเสธ”
“ค่ะ”
“ศาสนาพุทธคือศาสนาแห่งการพ้นทุกข์ ทุกปัญหาล้วนมีทางแก้ ใช้ทาน ศีล ภาวนาคุ้มตัว ใช้สติคุ้มใจ”
“แล้วเวลาเจอคนที่เขาคิดแค้นเราล่ะคะ” จันทราถาม
“อะไรก็ไม่ดีเท่าเมตตา อโหสิกรรมเป็นนิตย์ อธิษฐานจิตเป็นประจำ”
อะไรบางอย่างทำให้บรรยากาศในกุฏิเล็กๆนั้นดูศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง พิมพ์ดาวก้มลงกราบหลวงตาอย่างงดงาม คนอื่นๆก็กราบลง

4 หน้า