บทละครโทรทัศน์ บ่วงบรรจถรณ์ ตอน 9 หน้า 11
ห้องหนังสือในหอคำ หลาวเปิง เจ้านางเรืองระยับ เจ้านางจามรี ทั้งสามนั่งคุยกันเป็นการส่วนตัวในห้องหนังสือ หลาวเปิงสีหน้าเครียด เมื่อรู้ความต้องการของเจ้านางจามรี “ผมยังไม่พร้อมแต่งงานครับ”
“ฉันไม่เห็นว่าคุณบกพร่องตรงไหน”
“ผมไม่มีสายเลือดของชนชั้นสูงที่เท่าเทียมกับเจ้านาง”
เจ้านางจามรีแตะแขนเจ้านางเรืองระยับ เตือนให้สงบอารมณ์กับหลาวเปิง เมื่อท่าทีของเจ้านางเรืองระยับเย็นลง เจ้านางจามรีจึงหันมาพูดกับหลาวเปิงอย่างอ่อนโยน
“ถ้าจะนับกันตามจริง.. หลาวเปิงก็มีศักดิ์เป็นเจ้าฟ้าเหมือนกัน”
“เป็นไปได้ยังไงครับ ?” เจ้านางเรืองระยับตื่นเต้นและดีใจไปด้วย
“พ่อของหลาวเปิงเกือบจะได้เป็นเจ้าฟ้าองค์หนึ่งของเวียงขิน แต่ตอนนั้นเขายังเด็ก.. จึงปากระดาษที่เขียนพินัยกรรมเข้ากองไฟเตาผิง ทำให้ไม่ได้รับแต่งตั้งยศศักดิ์เป็นเจ้าฟ้า”
หลาวเปิงอึ้ง ไม่คาดคิด “แม่ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผม”
“คงไม่อยากให้หลานน้อยเนื้อต่ำใจ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ้าเมืองบุญรักและเมตตาหลาวเปิงมาก”
“แสดงว่าคุณมีเกียรติเท่าเทียมกับฉัน”
“เมืองเวียงขินกับเมืองเชียงฟ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน คำสัญญาของเจ้าเมืองบุญกับเจ้าร้อยจอมคือการรักษาชาติพันธุ์ของเราไว้ให้คงอยู่ตลอดไป”
“ฉันปรึกษากับเจ้าย่าแล้วว่าเราควรแต่งงานกันหลังเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานของน้องตองริ้ว”
เจ้านางเรืองระยับยิ้มร้ายอย่างได้เปรียบและถือไพ่เหนือกว่า หลาวเปิงเครียดมาก ปฏิเสธไม่ได้
โถงในหอคำ เจ้านางตองริ้ว ซานแปง ปอสา บัวเขมนั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับการจัดพิธีแต่งงาน โดยมีแพรนวลร่วมฟังอยู่ด้วย
“แม่พี่เตรียมเด็กสาวพรหมจรรย์ที่จะหาบจอกน้ำอ้อย ร่วมขบวนแต่งงานได้ครบแล้ว”
“บัวเขมจะเดินตามเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นคนแรก ส่วนพ่อแม่ของบ่าวสาวก็ไปรอรับกลองมังคลาที่วัด”
ซานแปงเห็นใบหน้าที่บอกความสนใจของแพรนวล จึงอธิบาย “กลองมังคลาคือกลองมงคลที่ใช้ตีในพิธีสำคัญของชาวไทเขิน ชาวลัวะจะใส่ชุดแดงลงจากดอยมาเป็นคนตีกลองทั้งวันไม่หยุดแม้แต่นาทีเดียว พอเสร็จพิธีก็เอากลองไปถวายวัด”