บทละครโทรทัศน์ คุ้มนางครวญตอน 8 หน้า 4

บทละครโทรทัศน์ คุ้มนางครวญตอน 8 หน้า 4
3 ก.พ. 57
1.2M
คุ้มนางครวญตอน 8
5 หน้า

 


พิมพ์ดาวกินอาหาร ที่คอเสื้อเห็นเขี้ยวเสือไฟห้อยคอ ตรีภพเหลือบมอง

ภาพงานเลี้ยงกลายเป็นภาพในขันสาคร ยอดหล้านั่งเอนตัวมอง นางผัน นางเผื่อน คุกเข่ายืดตัวสุดชะเง้อดู

ภาพในขันน้ำ กลายเป็นภาพตรีภพ ยอดหล้าดวงตาฉ่ำด้วยความรัก โดยไม่เห็นพิมพ์ดาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ดูพี่เทพของข้าซี.. ช่างเหมือนวันวานหวนคืนมาอีกครั้ง”

“ดูนังแพศยานั่นซีเจ้า” นางผันชี้

ยอดหล้าขมวดคิ้ว 

ภาพในขัน เป็นภาพมาลารินป้อนอาหารแก้ว

“นังนางเอก!”

“แต่ดูเหมือนนังตอแหลนะเจ้า” เผื่อนว่า

“ใช่เจ้า ดูตอแหล ตอแหลเหมือนอีเผื่อนเจ้า”

นางผัน นางเผื่อน ค้อนควัก หยิกตีกันตามประสาผี

“มันต้องมาเล่นละครเป็นข้า น่าชังนัก” ยอดหล้าไม่พอใจ

“ดูซี มันเล่นหูเล่นตากับเจ้าแก้วเจ้า”

“ช่างปะไร.. อย่ามาเข้าใกล้พี่เทพของข้าก็แล้วกัน”

ยอดหล้าโบกมือ พิศดูแต่ภาพตรีภพ

 

เพลงจบลง คณะขันโตกปรบมือให้ นางช่างฟ้อนไหว้แล้วกรายลงจากยกพื้น วงสะล้อซอซึงก็บรรเลงเพลงต่อไป

ที่วงประธาน มาลารินยังคงสงสัย ถามแก้ว

“ทำไมเขาเรียก สะล้อ ซอ ซึง ล่ะคะ”

“สะล้อคือเครื่องสีแบบซอนั่นแหละครับ แล้วที่จริงก็คือคำเดียวกัน”

“โอ ไอซีค่ะ”

 

ตรีภพกับพิมพ์ดาวมองดูพฤติกรรมมาลารินอย่างขบขัน 

ตรีภพหาเรื่องชวนคุย “เพลงพื้นเมืองทางเหนือนี่ ฟังแล้วเย็นๆช้าๆนะคุณ”

“ไม่ทราบค่ะ ไม่ใช่คนแถวนี้” พิมพ์ดาวไม่รับมุข

 

 

 

เพลงจบลง คณะขันโตกปรบมือ นางรำตัวนำถือซึงเดินมานั่งหน้าวง พวกในวงกำลังจะขึ้นเพลงใหม่ เลิ่กลั่กไถ่ถามกัน

นางรำตัวนำเงยหน้าขึ้น ยิ้มเยือนมองตรงมา

แก้วกำลังให้ข้อมูลมาลาริน

“แล้วซึงละคะ”

“เป็นเครื่องดีด อย่างที่น้องนั่นกำลังจะเล่นน่ะครับ”

นางรำพลันดีดซึง เสียงซึงนั้นฟังไพเราะไปทั่ว คณะขันโตกชะงัก เพราะลีลาการเล่นนั้นเหนือกว่าวงด้านหลังมาก

ทุกคนมองดู แก้วมองดูแล้วใจหายวูบ ไม่รู้ว่ายอดหล้าทำอะไร กลุ่มวงสะล้อก็ซุบซิบกัน ตรีภพกับพิมพ์ดาวมอง

แล้วจำเพลงได้

“นี่มัน..”

“เพลงดวงดาว”

นางรำพลันร้องคลอ

“เจ็บช้ำนักเก็บรักไว้ในอก ใจเจ้าเอยเพ้อพกช่างเหน็บหนาว”

ตรีภพสะอึกอึ้ง พิมพ์ดาวอัดอั้นขึ้นมา

ตรีภพเอื้อนกลอนออกมา พร้อมการร้องของนางรำ

“รอเวลาเมื่อไรหนาเจ้าดวงดาว จะหวนคืนส่องสกาว ณ กลางใจ”

 

เสียงซึงทอดยาวใกล้จบ

ตรีภพรำพึง “ผมเป็นคนแต่งเพลงนี้ ให้เจ้ายอดหล้า”

 

ภาพตรีภพกลายเป็นภาพในขันน้ำ ยอดหล้ามองด้วยดวงตาวาววาม

“พี่เทพ ข้ารู้ว่าท่านต้องจำเพลงของเราได้”

 

ตรีภพอยู่ในภวังค์ พิมพ์ดาวขมวดคิ้ว

“ผมเป็นคนแต่งเพลงนี้”

“คุณหมายถึงหลวงเทพใช่ไหม”

“ฮะ หลวงเทพเป็นคนแต่งเพลงนี้”

เพลงจบลง นางรำก้มหน้าลง ฐาปกรณ์ปรบมือนำ คนอื่นปรบมือตาม ยกเว้นแก้วที่ครุ่นคิด

“ไอ้แก้ว เอ๊ย คุณแก้ว นี่เตรียมเพลงนี้ไว้เซอร์ไพรส์ใช่ไหมนี่”

“ผมเองก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน”

“นี่ผมกำลังให้ครูเพลงแต่งทำนองเพลงนี้อยู่ นี่ต้องไปแคนเซิลแล้ว เอาเพลงนี้แหละ ซื้อ ซื้อ”

ทุกคนมองดูท่าทีลิงโลดของผู้กำกับติสท์แตก ทันใดก็มีเสียงดังเปรื่อง ซึงในมือเด็กสาวนางรำ หล่นคว่ำลง ร่างก็เอน

พับไป

“ว้าย” มาลารินหวีดร้อง

 

“ว้าย ลูกขา เป็นอะไรไปแล้วคะ ลูกขา”


วงสะล้อบรรเลงเพลงต่อไป แขกส่วนใหญ่ยังรับประทานอาหารต่อ ที่นอกศาลาห่างออกมา ฐาปกรณ์ มีมี่ มูมู่

ตรีภพ พิมพ์ดาว แก้ว มาดูนางช่างฟ้อนที่เป็นลม เด็กสาวเบือนหน้าหนีแอมโมเนีย ลืมตาขึ้น บรรดาเพื่อนนางรำ

ดูอยู่วงนอก วิพากษ์กันแซ่ด นางช่างฟ้อนไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น 

“พอหนูฟ้อนเสร็จลงมาก็มีเงาพุ่งเข้ามาหาหนู แล้วหนูก็ไม่รู้ตัวอีกเลย จนเดี๋ยวนี้ค่ะ หนูเล่นซึงก็ไม่เป็น ร้องเพลง

ก็ได้เอฟมาแล้วนะคะ”

 

 

ฐาปกรณ์ถอนใจ มีมี่ มูมู่ มองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก

“เรากลับขึ้นไปเถอะครับ” แก้วตัดบท

บรรดาเพื่อนนางรำเข้ามารับช่วงดูแล แก้วเดินนำไป ตรีภพกับพิมพ์ดาวมองหน้ากัน

 

ระเบียงอันเชื่อมเรือนและหอต่างๆเข้าด้วยกัน ประดับด้วยไม้แกะสลักปิดทองเก่าแก่ มีกระถางสังคโลกปลูกต้นไม้

ประดับเป็นระยะ พิมพ์ดาวกับตรีภพเดินมาด้วยกัน

 

“เรื่องเพลงดวงดาว มันยังไงกันแน่”

“โน คอมเมนท์ค่ะ”

“ตอนที่เรารีดทรูกัน ผมจำบทกลอนนี้ได้ขึ้นใจ เหมือนผมเป็นคนแต่งเอง ไม่ใช่ไอ้แก้วเป็นคนแต่ง”

พิมพ์ดาวมองดูตรีภพ

“แต่ตอนที่เราอ่าน เราไม่รู้ว่าทำนองเพลงเป็นยังไงนะคะ”

“แต่พอผมมาได้ยินน้องนั่นร้องเมื่อกี้นี้.. ผมก็แน่ใจว่าผมเคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนแน่ๆ”

“อาจเป็นทำนองเพลงเก่าโบราณ ที่ใส่บทกลอนลงไปก็เป็นเพลงใหม่ขึ้นมาได้มั้งคะ”

พิมพ์ดาวพูดไปอย่างนั้น

“ครับ ก็เป็นไปได้ อ้อ ถึงห้องผมแล้ว”

ตรีภพหยุดยืน พิมพ์ดาวหยุดด้วย

“เอ นี่ผมควรจะต้องเดินไปส่งคุณที่ห้องตามมารยาทหรือเปล่า”

“ไม่ควร”

ตรีภพพยักหน้า “เออใช่ เพราะเราก็คุ้นเคยกันขนาดนี้ อีกอย่างนี่ผมก็ง่วงจะตายอยู่แล้ว”

“ใครไปคุ้นเคยกับคุณ”

ตรีภพอ้าปากหาวยาวเหยียด เปิดประตูห้อง โบกมือ แล้วผลุบหายไป พิมพ์ดาวค้อนประตู 

“อีตาบ้า”

เสียงแพทดังมาจากข้างหลัง

“แน่ะ งอนกันอีกแล้ว” 

พิมพ์ดาวหันมา เห็นแพททำหน้าล้อ พิมพ์ดาวไม่ปฏิเสธ

“เห็นคุยกันจุ๋งๆจิ๋งๆ แพทก็เลยไม่อยากมาขัดคอ” 

“ค่ะ กำลังจีบกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลยค่ะ”

“ว้าย ฮิ ฮิ ฮิ”

 

ทันใดไฟก็ตกหรี่วูบ แพทร้องอุทาน ขยับเข้าจับมือพิมพ์ดาว ตามทางเดินยาว ยอดหล้าแต่งตัวงดงาม ด้วย

พัสตราอาภรณ์เดินมา ดวงตาเปี่ยมความสุข นางผัน นางเผื่อน เดินตาม แพทและพิมพ์ดาวมองไปตามทางเดิน

ยาว เห็นหมอกจางๆ กรุ่นมาตามพื้น แพทยิ่งหน้าซีด

“เราเข้าห้องเถอะค่ะ” พิมพ์ดาวชวน

“ค่ะ”

พิมพ์ดาวและแพทเดินมาถึงหน้าห้อง รู้สึกประหลาด มองไปข้างหน้า เหมือนมีอะไรบางอย่างในอากาศเคลื่อนมา

ยอดหล้ามองสวนมา เห็นแพทยืนอยู่กลางทางเดินคนเดียว ยอดหล้ายิ้มเยาะ ไม่แยแส ก้าวทะลุร่างแพท ไป

แพทรู้สึกได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ ผมและชุดขยับด้วยกระแสประหลาด แพทตาเหลือก พิมพ์ดาวรีบดึงแพทเข้าห้องไป

พิมพ์ดาวแง้มประตูมองอย่างครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนปิดลง

 

 

 

บีบีนอนโพกหัวใส่ชุดนอนกรุยกรายนอนหลับบนเตียงหนึ่ง อีกเตียงมาลารินหลับอยู่ มาลารินค่อยๆลืมตา มองดูเห็น

บีบีหลับก็ลุกขึ้น ให้เห็นชุดนอนเบบี้ดอลตัวสั้นจู๋และบางจ๋อย มาลารินก้าวย่องๆไปที่ประตู

“นี่หล่อน จะไปไหน”

มาลารินนิ่งหน้าหันมา บีบีลุกขึ้น นั่งมองอย่างรู้กัน มาลารินเชิดใส่

“ลินนอนไม่หลับ”

บีบีลุกขึ้น โต้งโค้งส่งยาให้ “งั้นก็กินยา”

มาลารินอึ้ง รับยามา บีบีมอง มาลารินยักไหล่ยอมกินยา แล้วกระแทกตัวนั่งบนเตียง

“เพิ่งมาถึงวันแรก ก็จะไปตะกายห้องเขาแล้ว ยังต้องอยู่กันอีกเป็นเดือน อดใจรอไปหน่อย คืนนี้คงยังไม่มีใครมา

ปาดหน้าเค้กหล่อนหรอก”

 

มาลารินตาเขียว เชิดใส่ บีบีเหี่ยวถอนใจ

 


5 หน้า