บทละครโทรทัศน์ นาคี ตอนที่ 9 หน้า 7
“เอ็งก็อย่าไปถือสาหาความเลย นังกระถุ่งมันปากลำโพง ชอบใส่สีตีไข่สนุกปาก ใครจะนินทายังไงก็ช่างหัวมัน ปล่อยให้นินทากันไป เมื่อยปากเมื่อไหร่ก็เลิกเองแหละ เก็บมาคิดก็รกสมองเปล่าๆ” คำปองปลอบ
“จะไม่ให้ฉันคิดได้ไงล่ะแม่ เห็นอยู่ตำตาแบบนี้...ดีไม่ดี อีกหน่อยคงลือว่าฉันเป็นผีปอบผีกะ แล้วเราสองคนแม่ลูกจะอยู่กันได้ยังไง”
“เราก็อยู่กันตามประสา ใครจะคิดจะพูดยังไงแม่ไม่สน ไม่ได้ขอข้าวใครกิน สำหรับแม่ ใครจะว่ายังไง เอ็งคือลูกของแม่เสมอ” คำปองมองคำแก้วทั้งรักทั้งสงสาร
คำแก้วอึ้งไป แม้ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าแม่พูดอะไรแต่ก็สัมผัสได้ถึงความรักของแม่จึงรู้สึกคลายความโกรธลง คำแก้วกอดคำปอง “จ้ะแม่ ฉันจะเชื่อแม่”
คำแก้วอารมณ์แจ่มใสขึ้น ผละจากคำปองไปรื้อกระจาดดอกไม้มาวางขายต่อ พอถึงกระจาดสุดท้ายกลับเจอกล้วยไม้ป่าช่อหนึ่งวางอยู่ คำแก้วรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของทศพล
คำแก้วนึกถึงตอนที่ทศพลยืนยิ้มแล้วยื่นกล้วยไม้ป่าช่อสวยมาให้
“กล้วยไม้ช่อนี้เหมาะกับผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ”
“ถ้าคุณไม่ยอมไปกรุงเทพฯกับผม ผมก็จะอยู่กับคุณที่นี่”
“จะอยู่ได้ยังไง ที่นี่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกรุงเทพฯ บ้านคุณหรอกนะ”
“ผมอยู่ได้ทุกที่ที่มีคุณ”
ตอนที่คำแก้วนั่งซึมอยู่ริมธาร ทศพลเข้ามานั่งข้างๆ มองคำแก้วแววตาห่วงใย
“เหนื่อยใจเรื่องที่ลำเจียกพูดใช่มั้ยอย่าไปใส่ใจเลย ลำเจียกคงหาเรื่องใส่ร้ายเธอ แล้วชาวบ้านพวกนี้ก็งมงาย ใครพูดอะไรนิดหน่อยก็เชื่อ แถมยังเชื่อในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้อีก”
“คุณไม่เชื่อที่ลำเจียกพูดมาใช่มั้ย”
“เรื่องที่คนกลายร่างเป็นงูแบบที่ชาวบ้านพูดนั่นเหรอ ผมว่าคงมีแต่ในตำนานนิทานปรัมปราเท่านั้นแหละ”
คำแก้วนึกคำพูดให้กำลังใจของทศพลแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
คำปองลอบสังเกตอาการคำแก้ว “นั่นกล้วยไม้ป่านี่ เอ็งเอามาจากไหน”
“อ๋อ เมื่อเช้าฉันไปเก็บดอกไม้มาขาย ฉันเจอมันตกอยู่ เห็นสวยดีก็เลยเก็บมาด้วยน่ะจ้ะ” คำแก้วกลบเกลื่อน ทำเป็นกุลีกุจอ จัดกระจาดดอกไม้ต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
คำปองแอบสังเกตอาการคำแก้ว ไม่พูดอะไรต่อ แต่มั่นใจว่ากล้วยไม้ป่าช่อนั้น คำแก้วไม่ได้เก็บมาเองแน่