บทละครโทรทัศน์ นายฮ้อยทมิฬ ตอน 26 หน้า 13
“แน่นอนบัวเขียว..เจ้าสิอยู่ในใจของอ้ายตลอดไป บ่มีไผมาแทนที่เจ้าได้”
บัวเขียวน้ำตาไหลริน “ขอบใจเด้ออ้าย..ข้อย..ข้อยสิถ่าเบิ่งการเดินทางของหมู่เฮาจาก..จากบนฟ้า สิคอยเป็นแฮงใจให้..ให้ทุกคนเดิน..เดินทาง..อย่าง..อย่าง….ปลอดภัย”
บัวเขียวเริ่มเสียงอ่อนและลมหายใจแผ่วลงทุกที จนกระทั่งสิ้นลมอย่างสงบ ทุกคนร้องเรียกชื่อบัวเขียวกันระงมเคล้าน้ำตาอย่างน่าเวทนา
คืนจันทร์เดือนมืด นายฮ้อยเคนถือคบไฟเดินเข้าไปจุดเผาศพบัวเขียวท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน
“ไผอยากทุกข์ ให้ไปไล่ควาย คำนี่คงบ่ต้องอธิบายความหมายหยังอีกแล้ว ย่อนว่าการเดินทางค้าควายของเฮามันก็คือการต่อสู้ สู้เทิ้งความทุกข์ยาก อันตราย ความอดอยาก ความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง เพื่อพ่อแม่พี่น้องลูกเด็กเล็กแดงที่ถ่าเฮากลับไปเบิ่งแยง ข้อยอยากให้พวกเจ้าเบิ่งบัวเขียวเป็นโตอย่าง แม้ฮู้โตว่าต้องตาย..แต่ก็บ่เคยย่อท้อ กลับแฮงเข้มแข็งจนวินาทีสุดท้าย เพื่อพวกเฮาทุกคน”
ไฟลุกโชนขึ้นอย่างแรง หลายคนร้องไห้โศกเศร้าเสียใจ สีโหทนไม่ไหว เดินเซไปคุกเข่าร้องไห้เจ็บปวดต่อหน้ากองเอาแต่ร้องเรียกชื่อบัวเขียว “บัวเขียว…บัวเขียว…ฮือๆๆๆๆๆๆ”
สีโหเดินเข้ามาที่เกวียนแล้วเอาผ้าโพกหัวของบัวเขียวมากอด ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ พร้อมกับร้อง เพลง ‘อาลัยบัวเขียว’
ภาพอดีตของสีโหกับบัวเขียวตั้งแต่ที่รู้จักกัน ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกัน รักกันและแต่งงานกัน
สีโหเอาผ้าโพกหัวของบัวเขียวมาพันคอ จากนั้นจึงเอาแหวนทองของ บัวเขียวมาร้อยเชือกหนังแล้วทำเป็นสร้อยคอเก็บไว้กับตัวพร้อมกับท่อนสุดท้ายของเพลง
“…..อ้ายยังคึดฮอดบัวเขียว” สีโหร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียใจอยู่ข้างกองไฟควันจาง
วันใหม่พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้ามาได้ไม่เท่าไหร่ นายฮ้อยเคนสีหน้าจริงจัง ขึงขัง ดุดัน เตรียมอาวุธทั้งมีดและปืนพร้อมสรรพ แล้วเสียบเข้ากับอานม้า คว้าหมวกประจำตัวมาสวม แววตาเอาจริง โดยมีคำพูดของบัวเขียวดัง “นาย…นายฮ้อย ข้อย..ข้อยฮู้ว่าเสือเปล่งกับเสือปรายหนี..หนีไปกบดานอยู่ไส ข้อยได้ ยินมันคุยกันตอน..ตอนที่มันคึดสิหนี”
“มันหนีไปอยู่ไสล่ะ”
“ชุม..ชุมโจรบ้าน..บ้านคง”